นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวถึงสถานการณ์การค้า-การลงทุน ตามพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า แม่สอด-เมียวดีว่า ปัจจุบันมีนักธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนที่ชายแดนอำเภอแม่สอด รวมทั้งการเข้าไปลงทุนในจังหวัดเมียวดีของพม่า เพื่อเตรียมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 จำนวนมาก โดยตนเองได้รับการประสานจากนักธุรกิจและกลุ่มทุนต่างๆมากมาย ในการเข้ามาศึกษาลู่ทางและข้อมูลด้านการค้า-การลงทุน อย่างหลากหลายกลุ่ม เพราะมีความสนใจภายหลังพม่าได้ประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี รวมทั้งพม่าเตรียมพื้นที่อีกกว่า 2,500 เอเคอร์ เพื่อจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมเมียวดี โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมแบบลดภาษีรวมทั้งงดภาษีในบางธุรกิจ นับเป็นแรงจูงใจที่ทำให้นักธุรกิจต่างชาติจะเข้าไปลงทุนด้วยปัจจัยดังกล่าว
"จากการที่นางอองซาน ซูจี ส.ส.พม่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ผู้นำฝ่ายค้าน ได้เดินทางมาไทยรวมทั้งเดินทางไปอีกหลายๆประเทศในยุโรป และได้รับการต้อนรับอย่างดี นับว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดี สร้างให้นักธุรกิจจากนานาชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้นที่จะหันไปลงทุนในพม่า โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและมองมาที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับ จังหวัดเมียวดี มากที่สุด"นายบรรพต กล่าว
นายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครแม่สอด กล่าวว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจากจีนกลุ่มใหญ่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนที่แม่สอดและอาจจะเข้าไปลงทุนในพม่าที่จังหวัดเมียวดี มีการเตรียมลงทุนนับแสนล้านบาท หากมีความชัดเจนเรื่องการใช้แรงงานต่างด้าว ที่นักธุรกิจจีนมีความต้องการแรงงานหลายแสนคน การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตนิคมอุตสาหกรรมมีผลต่อความมั่นใจในการมาลงทุนชายแดนทั้งฝั่งไทยและพม่า นอกจากนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติมีแผนจะเข้ามาลงทุนแล้ว ยังมีกลุ่มนักธุรกิจชาวไทยจากจังหวัดต่างๆ เช่น สมุทรสาคร กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ เข้ามาขอข้อมูลเพื่อนำไปศึกษาข้อมูลเพื่อเข้ามาลงทุน
นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ นายด่านศุลกากรแม่สอด ชายแดนไทย-พม่า อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวถึงมูลค่าการค้าชายแดนด่านถาวรแม่สอด-เมียวดี ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2555 ว่า มูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในช่วง 5-6 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ามากกว่า 21,000 ล้านบาทแล้ว สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 20-30 % และคาดว่าในปีนี้มูลค่าการค้าชายแดนจะมากกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่สูงที่สุดนับแต่มีการเปิดด่านแม่สอด-เมียวดี สำหรับสินค้าที่มีการส่งออกมากเป็นลำดับต้นๆคือน้ำมันเชื้อเพลิง,สินค้าอุปโภค-บริโภค ส่วนสินค้านำเข้าคือสิ่งประดิษฐ์และเฟอร์นิเจอร์-โคกระบือสินค้าเกษตร และเชื่อว่า หลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ในปี 2558 มูลค่าการค้าชายแดนแม่สอด-เมียวดี จะทะลุสูงขึ้นมากกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
ด้านนายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง อดีตประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง และนักธุรกิจชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่านักลงทุนชาวต่างชาติเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะเข้ามาหาช่องทางการลงทุนและเปิดสำนักงานสาขาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองเพื่อรองรับการเปิดการค้าในฝั่งประเทศพม่า โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ในเขตตะนาวศรี โดยเฉพาะจังหวัดทวายที่ทางพม่าเตรียมที่จะก่อสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าที่สำคัญทางตอนใต้ รวมถึงการผลักดันให้เกิดเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่อีกด้วย
"พม่าในเวลานี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะมีจุดเด่นหลายด้าน ที่สำคัญประการแรก คือ จำนวนประชากรที่มีมากกว่า 53 ล้านคน ถือเป็นตลาดผู้บริโภคค่อนข้างใหญ่ นอกจากนี้ยังมีจุดสนใจที่สำคัญคือค่าจ้างแรงงานในพม่ายังถือว่าต่ำมาก เขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ 60-70 บาทต่อวัน ในอนาคตอีก 5-10 ปี ค่าจ้างแรงงานในไทยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการย้ายฐานผลิต หรือการขยายฐานไปพม่าถือเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะจุดได้เปรียบเรื่องความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ จึงทำให้นักลงทุนจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"
นางนฤมล ขรภูมิ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้รวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้เกิดช่องทางที่จะขยายธุรกิจการค้า การลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะประเทศพม่าที่กำลังจะเปิดประเทศนั้น ก่อนหน้านี้ทางหอการค้าจังหวัดระนองร่วมกับศูนย์ส่งเสริมการส่งออกในภูมิภาค จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำผู้ประกอบการ และนักธุรกิจในเขตพื้นที่จังหวัดระนอง อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องประดับ,นำเข้า-ส่งออก,แปรรูปไม้,นำเที่ยว,ดำน้ำ,ประมง,เครื่องใช้ไฟฟ้า,จำหน่ายรถจักรยาน และแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นต้น รวม 40 คน เดินทางไปยังเมืองมะริด ประเทศพม่า ตามโครงการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการค้า ( Bussiness Matching) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพบปะกับนักธุรกิจชาวพม่าสร้างความสัมพันธ์ และหาลู่ทางในการเจรจาขยายธุรกิจการค้า การลงทุน ทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการตามยุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
ตนเดินทางเข้าออกประเทศพม่าหลายครั้งในช่วงรอบปีที่ผ่านมา เพื่อติดต่อทำธุรกิจด้านไอที และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจากการที่ได้พบกับนักธุรกิจชาวพม่าโดยตรง ทำให้ทราบว่าแท้จริงนักธุรกิจชาวพม่า โดยเฉพาะทางพื้นที่ตอนใต้ของประเทศในย่านมะริดและทวาย ซึ่งเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจ,อุตสาหกรรมที่สำคัญของพม่าในขณะนี้ ต้องการค้าขาย หรือร่วมทำธุรกิจกับนักธุรกิจไทยมากกว่านักธุรกิจในประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน ที่นักธุรกิจชาวพม่ามองว่าการค้าขายที่ไม่ได้สินค้าคุณภาพแล้ว การขนส่งสินค้ายังเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ด้านนายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ ประธานกรรมการหอการค้าอำเภอแม่สาย และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงโอกาสของการค้าชายแดนไทย-พม่า-จีน ผ่านเส้นทางสาย R3b ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา-สิบสองปันนา ว่า การค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายเติบโตขยายตัวอย่างตอเนื่อง หลังทางการพม่าผ่อนปรนเรื่องการนำเข้าและส่งออกมากขึ้น ตนเชื่อว่ามูลค่าการค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายรวมทั้งการนำเข้าและส่งออกอย่างเป็นทางการ และการนำเข้าส่งออกอย่างไม่เป็นทางการน่าจะมีไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000-3,000 ล้านบาท ยิ่งล่าสุดทางการพม่าเปิดกว้างเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเปิดให้คนไทยสามารถถือบอร์เดอร์พาสเข้าไปได้ถึงเมืองลาชายแดนพม่า-จีน เชื่อว่าน่าจะเกิดการเคลื่อนไหวตามมาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการค้าชายแดน การลงทุนและการท่องเที่ยวต่างๆ
นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ นายด่านศุลกากรแม่สาย เปิดเผยถึงแนวโน้มการค้าชายแดนไทย-พม่า ทางด้านอำเภอแม่สาย ว่า ถ้าย้อนหลังไป 3 ปี ปีงบประมาณ 2552 มูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2553 ขยายตัวขึ้นประมาณ 48.9% ทำให้มูลค่าขยับขึ้นไปที่ประมาณเกือบจะ 7,000 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2554 ขยายตัวขึ้นอีกประมาณ 54.1% มูลค่าการค้าสูงขึ้นกว่า 10,000 ล้านบาท อัตราการขยายตัวที่เกิดขึ้นชี้วัดได้ว่า การค้าชายแดนไทย-พม่าทางด้านแม่สายจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ในปีงบประมาณ 2555 ใน 3 ไตรมาส มูลค่าการค้าเฉลี่ยแล้วน่าจะประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาท โดยประมาณ 90% เป็นการส่งออกที่เหลือเป็นการนำเข้า สินค้าส่งออกจากไทยหลักเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




