แต่ยังยืนอัตราเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้คงเดิมที่ 5.5-6.5%
โดยรองนายกฯกิตติรัตน์ย้ำ เป้าหมายส่งออกไทยปีนี้ที่อัตราขยายตัว 15% จากปีที่แล้ว โดยยอมรับว่าหลายภาคส่วนถอดใจว่าไม่น่าจะไปได้ถึง แต่ทางการยืนไว้ตามเดิม เพราะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อไปให้ถึง
แต่ภาคเอกชนบอกว่า เรื่องนี้ลิเก เพราะเป้าหมายส่งออก 15% นั้น หมายถึงต้องส่งออกเป็นมูลค่า 263,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่ 4 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกได้ 71,561.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากระยะเดียวกันปีที่แล้ว 3.86%
ระยะอีก 8 เดือนที่เหลือดังกล่าวต้องทำยอดให้ได้เดือนละเกือบ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เดือนที่ส่งออกดีที่สุดในอดีต คือสิงหาคม 2554 ก็ยังทำตัวเลขได้แค่ 21,577 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ฐานคิดของภาครัฐที่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะตีตื้นขึ้นมาได้ โดยมองว่าการส่งออกที่หดตัวเหตุจากน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว เมื่อโรงงานกลับมาเดินเครื่อง ออร์เดอร์ที่อั้นอยู่จะทะลักกลับมาในระยะที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตของภาคยานยนต์และชิ้นส่วน
แต่ผู้ส่งออกมองว่าวิกฤติยูโรจะทำให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง กำลังซื้อหดตัวทั่วโลก ทำให้สินค้าส่งออกชะลอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าอย่างดีคงขยายตัวได้แค่ระดับ 8%
หากการส่งออกไม่สามารถไต่ระดับได้ถึงเป้าหมาย 15% โดยทำได้แค่เพียงประมาณครึ่งเดียว เป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีไทยปี 2555 ที่ตั้งไว้ 5.5-6.5% ก็ไม่เป็นจริง
หากปีนี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำซ้ำกับปีที่แล้วที่เจอภัยน้ำท่วม ฉุดให้จีดีพีปี 2554 ทั้งปีเหลือแค่ 0.3% ก็จะเท่ากับว่า โตต่ำจากฐานที่ต่ำด้วย สะท้อนถึงสมรรถนะของระบบเศรษฐกิจที่ถดถอยลง
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ภัทรฯ กล่าวว่า ถ้าอัตราการเติบโตแท้จริงของเศรษฐกิจไทยน้อยกว่า 3% จะมีปัญหาหนี้สาธารณะที่กำลังเร่งตัวสูงขึ้น
ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3% ดังนั้น อัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่จะไม่ตกสู่หลุมหนี้สาธารณะต้องรักษาให้อยู่ในอัตรา 6% ขึ้นไป
มองครึ่งปีที่เหลือกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ 4 เครื่อง ส่งออกต้องลุ้นหนัก การบริโภคของครัวเรือนก็เร่งไม่ขึ้นจากระดับราคาสินค้าเกษตรที่ตกลง การลงทุนภาคเอกชนก็ต้องแตะเบรกตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ส่อมรสุม
ก็เหลือแต่การใช้จ่ายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นแผนลงทุนในวงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท หรือแผนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าชนิดที่ฉีดเงินเข้าระบบได้แล้ว
ห่วงแต่ว่ารัฐจะอัดเงินเข้าโปรแกรมประชานิยมซ้ำ ทั้งที่มีผลวิจัยชี้แล้วว่า ส่งผลต่อการเพิ่มกำลังซื้อหรือก่อรายได้อย่างยั่งยืนต่ำมาก
แต่กลับยิ่งเป็นตัวเร่งภาระหนี้สาธารณะให้คนรุ่นหลังแบกหลังแอ่นเพิ่มขึ้นเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




