เศรษฐกิจกรีซมีสัดส่วนเพียง 2% ของ GDP ทั้งหมดของยูโรโซน แต่ไม่มีใครคาดได้ว่าผลกระทบและความผันผวนที่ตามมาจะเป็นเช่นไร หากกรีซล้มละลายไปจริง ๆ และที่ผ่านมา ก็มองกันว่าวิกฤติในกรีซนั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้น และได้ส่งผลระบาดไปยังโปรตุเกส สเปน และอิตาลี แม้ว่าปัญหาในแต่ละประเทศอาจไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียวนัก
นักวิชาการมองว่ายูโรโซนประสบกับวิกฤติใน 3 รูปแบบพร้อมๆ กัน ได้แก่ วิกฤติการคลังจากการขาดดุลการคลังและมีหนี้สาธารณะในระดับสูง ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถชำระหนี้ ปัญหาเช่นนี้จะเห็นได้ชัดจากกรณีของกรีซและโปรตุเกส อันที่สองคือวิกฤติธนาคารจากการที่ธนาคารปล่อยกู้หละหลวม ทำให้เกิดหนี้เสียและเงินทุนไม่พอ เกิดสภาวะขาดสภาพคล่องรุนแรง อาทิ กรณีของไอร์แลนด์และสเปน และท้ายที่สุด วิกฤติเศรษฐกิจจากมาตรการลดการขาดดุลภาครัฐในสภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย ทำให้เอกชนขาดสภาพคล่อง เศรษฐกิจหดตัวและเกิดการว่างงาน
ปัญหาในกรีซอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราเห็นปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจในยูโรโซนที่สั่งสมมานาน และยังไม่ได้มีการแก้ไข เมื่อเกิดปะทุขึ้นเป็นวิกฤติ จึงเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ตลาดเงินจะเชื่อมโยงจุดบกพร่องของประเทศนั้นประเทศนี้เข้าด้วยกัน แถมเศรษฐกิจของหลายประเทศก็ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่นนักเนื่องจากความเป็นรัฐสวัสดิการ จึงทำให้คาดเดาได้ยากว่าหากกรีซออกจากยูโรโซน ผลที่ตามมาต่อประเทศที่ยังอยู่ในยูโรโซนจะเป็นเช่นไร โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในวิกฤติอยู่แล้ว และประเทศที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่พอตัว เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงมาก และมีอัตราการว่างงานสูง
ประเทศนอกยุโรปต่างมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติยูโรโซน หลายคนนึกไปถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา อาทิ วิกฤติ subprime mortgage ปี 2009 ในสหรัฐฯ หรือวิกฤติการเงินในเอเชียที่เริ่มต้นจากไทยเมื่อปี 1997 หรือสภาวะตลาดหุ้นล่มทั่วภูมิภาคลาตินอเมริกาที่เริ่มต้นจากเม็กซิโกเมื่อปี 1994 ซึ่งทุกกรณี ดูเหมือนเป็นปัญหาระดับภูมิภาค แต่ต่างก็ส่งผลถึงเศรษฐกิจโลกได้ในที่สุด และก็ยังไม่มีใครตอบได้จริง ๆ ว่า เหตุใดปัญหาที่เริ่มจากประเทศเล็ก เช่น ไทยและเม็กซิโก สามารถขยายวงกว้างได้อย่างที่เป็น คำอธิบายที่ง่ายที่สุดอาจได้แก่โลกาภิวัตน์ในการค้าการลงทุนปัจจุบัน ซึ่งได้เชื่อมโยงธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันเสียแล้ว
ยุโรปเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ วิกฤติยูโรโซนจึงมีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก สำหรับไทย แม้ว่าเราจะค้าขายกับกรีซ สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ไม่ถึง 2% ของการส่งออกทั้งหมด แต่เราส่งออกไปยังสหภาพยุโรปประมาณ 10% ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ ไทยยังรับการลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากประเทศยุโรป ดังนั้น ตอนนี้ ทุกฝ่ายในบ้านเราจึงเริ่มตระหนักว่าวิกฤติยูโรโซนจะมีผลกระทบอย่างมากต่อไทย และกำลังพยายามหามาตรการรองรับกันอยู่
สำหรับผู้ประกอบการไทยนั้น ผมได้เคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า หากจะมองวิกฤติยูโรโซนว่าเป็นโอกาสสำหรับการปรับตัวให้ตอบสนองสภาพการณ์ในตลาดยุโรปที่เปลี่ยนไป วิกฤตินี้อาจไม่น่ากังวลจนเกินไป กุญแจในเรื่องนี้คือการปรับตัวเพื่อรักษาระดับการส่งออกของเราไว้ให้ดีที่สุดครับ อย่างไรเสียเราก็จำเป็นต้องรักษาตลาดส่งออกของไทยในยุโรปไว้ เพราะเป็นตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าอยู่ตลอดเวลา และยังคงมีกำลังซื้อสูงแม้จะอยู่ในวิกฤติ เราคนไทยโดยธรรมชาติ มีความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการของเราก็เคยพลิกวิกฤติไข้หวัดนกเป็นโอกาสส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่สุกมาแล้วในทศวรรษที่ผ่านมา เพียงแต่เราร่วมกันหันหน้าสู้ปัญหาด้วยสติและปัญญา ผมมั่นใจว่าเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดีครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




