นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีที่ประชุม กทค.(คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้มีมติสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ ของคณะอนุกรรมการการตรวจสอบสัญญา 3 จี ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กับ กลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เรื่องการใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการตามสัญญา ขัดต่อมาตรา 46 พ.ร.บ.องค์กรกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ. กสทช. ว่าภายหลังจากนี้ แคท จะเดินหน้าทำตามมติของคณะกรรมการ กทค. ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลและนำเสนอที่ประชุมบอร์ดของ แคท ให้เร็วที่สุดส่วนผลลัพธ์จะออกมาเป็นรูปแบบใดนั้นยังไม่สามารถสรุปผลได้ในตอนนี้เนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบอร์ดเสียก่อน
"เราก็ต้องทำตามมติของ กทค.ที่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้ บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด มาบริหารจัดการเหมือนเดิม ส่วนลูกค้า ทรูมูฟ เอช ยืนยันว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ" นายกิตติศักดิ์ยืนยัน
ประเด็นที่ 2 เร่งดำเนินการให้ กสท สามารถควบคุมและบริหารจัดการคลื่นความถี่ได้อย่างสมบูรณ์ ผ่าน Network operation center ได้,ประเด็นที่ 3 กสท ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลในการใช้งาน Call detail record เพื่อการควบคุมดูแลและบริหารจัดการคลื่นความถี่ได้อย่างสมบูรณ์, ประเด็นที่ 4 กสท ต้องให้อำนาจ คณะกรรมการการควบคุมการปฏิบัติงาน Operation supervision Committee เพื่อให้แสดงถึงอำนาจในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ของ กสท ประเด็นที่ 5 กสท ต้องเป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการคลื่นความถี่ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการสร้างและจัดหาความจุ ของ บริษัท บีเอฟเคทีฯ รวมทุกเรื่อง ทั้งเรื่อง แผนบริหารคลื่นความถี่ (Frequency planning) การลงทุนสร้างโครงข่าย (network roll-out) การบริหารโครงข่าย (network operation) และ 6. กสท ต้องเป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการคลื่นความถี่ด้วยตนเอง ในการให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศ (inbound domestic roaming) และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ประกอบการรายอื่น
ทั้งนี้ ให้ กสท ในฐานะผู้ได้รับสรรคลื่นความถี่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา46 ให้ดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขสัญญาดังกล่าวต่อบอร์ด กทค. ภายใน 30 วัน นับจากที่สำนักงาน กสทช. มีหนังสือถึง กสท ซึ่งหาก กสท ไม่ปฏิบัติตามสั่ง กทค. หรือแก้ไขสัญญาดังกล่าว กทค.มีความจำเป็นที่จะต้องยึดใบอนุญาตการประกอบกิจการ
สำหรับสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2553 โดยกลุ่มทรูเข้าไปซื้อกิจการจาก บริษัท ฮัทชิสัน ซีไอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ ซึ่งทำหน้าที่การตลาดและขายให้กับ กสท โดยกลุ่มทรู ใช้บริษัท เรียลมูฟ จำกัด เข้าไปซื้อกิจการใน ฮัทช์ และมอบหมายให้ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด เข้าไปซื้อ บริษัท บีเอฟ เคที ประเทศไทย จำกัด ที่ทำหน้าที่บริหารติดตั้งโครงข่าย โดยการซื้อครั้งนั้นใช้เม็ดเงินจำนวนทั้งสิ้น 6.3 พันล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




