เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ฯ โดยนายจิม ฟาร์ลีย์ รองประธานฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า ฟอร์ดจะให้ความสำคัญกับโฆษณารูปแบบดิจิตอลมากขึ้นในปีนี้ โดยโฆษณาดิจิตอลส่วนใหญ่ของบริษัทจะเป็นโฆษณาแบบโต้ตอบได้ (interactive) หรือผ่านเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ใช่เพียงแบนเนอร์โฆษณา "การโต้ตอบและทำกิจกรรมบนเฟซบุ๊กเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นบนสื่อแบบเดิม ด้วยเหตุนี้เราจึงเร่งขยายการลงทุนในด้านโฆษณาดิจิตอลของเราเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 25% ของงบโฆษณาทั้งหมด" ฟาร์ลีย์กล่าว
เช่นเดียวกับโจ ทริโปดี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของโคคา-โคลา ที่กล่าวในประชุมด้านการโฆษณาที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โฆษณาทางเฟซบุ๊กมีโอกาสช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่ม "ถ้าเราสามารถดึงให้คนกว่า 40 ล้านคนที่เป็นแฟนเฟซบุ๊กของเรา หรือแม้แต่กลุ่มย่อยกว่านั้นให้พูดถึงสิ่งที่เราทำในแง่บวก ท้ายที่สุดแล้วนั่นจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา" ทริโปดี ให้ความเห็น เวลานี้โค้กใช้งบประมาณ 20-25% ของงบโฆษณาไปกับโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิตอลและโมบายในบางตลาด อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสแกนดิเนเวีย
ก่อนหน้านี้มีเสียงแสดงความกังวลใจถึงการใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่โฆษณาสินค้าว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากน้อยเพียงใด ข้อกังวลใจดังกล่าวตกเป็นเป้าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อเดือนก่อนหลังจากเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ตัดสินใจยุติแคมเปญโฆษณามูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บนเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่าการจ่ายเงินเพื่อโฆษณาบนเฟซบุ๊กไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรถของผู้บริโภค
ในเวลานั้นเฟซบุ๊กอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นขายหุ้นแก่สาธารณะเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จึงถูกห้ามไม่ให้ออกมาให้ความเห็นในเรื่องธุรกิจ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่การห้ามถูกยกเลิกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กยักษ์ใหญ่ก็พยายามที่จะออกโรงปกป้องธุรกิจโฆษณาของตนเอง สัปดาห์ก่อนบริษัทวิจัย คอมสกอร์ เปิดเผยผลการศึกษาซึ่งมีเฟซบุ๊กเป็นผู้ว่าจ้างให้ดำเนินการ สรุปว่าการเป็น "แฟน" ของแบรนด์บนเฟซบุ๊กมีผลให้ผู้คนซื้อสินค้าแบรนด์นั้นๆ บ่อยขึ้น
แบรด สมอลล์วู้ด หัวหน้าฝ่าย Measurement and insight ของเฟซบุ๊ก กล่าวว่าเฟซบุ๊กพยายามรุกหนักขึ้นในการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของธุรกิจโฆษณาของบริษัทต่อลูกค้า มีโครงการริเริ่มเมื่อ 6 เดือนก่อนด้วยการนำกลุ่มลูกค้ารายใหญ่มาให้คำแนะนำกับเฟซบุ๊กว่าจะสามารถพัฒนาในจุดใดได้บ้าง ซึ่งลูกค้าของเฟซบุ๊กเห็นพ้องต้องกันว่าเฟซบุ๊กยังไม่พิสูจน์คุณค่าของตนเองต่อนักการตลาดอย่างเพียงพอ
เฟซบุ๊กพึ่งพาโฆษณาทางออนไลน์ในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ปีที่ผ่านมาบริษัททำเงินจากรายได้โฆษณาได้ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 85% ของรายได้ทั้งหมด ปัจจุบันเฟซบุ๊กเปิดโอกาสให้เจ้าของสินค้ามาทำการตลาดบนเว็บไซต์ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน โดยเจ้าของแบรนด์สามารถมาสร้างเพจบนเฟซบุ๊กให้ผู้บริโภคมากดไลก์เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กก็เปิดโอกาสให้เจ้าของแบรนด์จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ติดตามจำนวนมากขึ้นมองเห็นโพสต์ เฟซบุ๊กพยายามโน้มน้าวให้เจ้าของแบรนด์ใช้โฆษณาแบบจ่ายเงินซึ่งจะปรากฏอยู่บนด้านข้างของหน้าจอเว็บไซต์เข้ามาช่วยเสริมการทำการตลาดแบบฟรีๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,751 24-27 มิถุนายน พ.ศ. 2555




