นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจ มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์รวม-รายสาขาเพื่อหาจุดมาตรการรองรับ วิเคราะห์ทั้งในกรณีฐาน กรณีเลวร้าย และผลกระทบของวิกฤตยูโรโซนที่เกิดขึ้น-โดยให้ทำรายงานสถานการณ์ทุกวัน พร้อมให้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นใน 4 อุตสาหกรรม-สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี รถยนต์
วันนี้ (20 มิ.ย.55) เวลา 10.30 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2555 ร่วมกับคณะรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายหลังการประชุม เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมหารือ สรุปสาระสำคัญดังนี้
ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 มิถุนายน 2555 และรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ครั้งที่ 4/2555
1. ปัญหากรีซเป็นปัญหาจากการที่ประเทศซึ่งมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่างกันเข้ามาร่วมใช้เงินสกุลเดียวกัน ส่งผลให้ขาดนโยบายการเงินในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ไม่สามารถลดค่าเงินให้เหมาะสมได้ จำเป็นต้องพึ่งนโยบายการคลังเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การช่วยเหลือกรีซโดยการให้เงินกู้เพิ่มเติมก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจจะลุกลามไปถึงโปรตุเกส สเปน และอิตาลี และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในที่สุด จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง
2. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่สถานการณ์เศรษฐกิจในยุโรปอาจส่งผลให้มีเงินไหลออกจากประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
3. ควรมีการวางแผนเตรียมการรองรับผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น โดย (1) ควรมีข้อมูลของสถาบันการเงินในประเทศแต่ละแห่งว่ามีเงินจากยุโรปที่มีความเสี่ยงที่จะไหลออกอยู่เท่าไร และเตรียมการบริหารสภาพคล่องให้พอเพียงในกรณีที่มีเงินไหลออกเพื่อมิให้กระทบต่อค่าเงินและเศรษฐกิจไทย และ (2) ในกรณีที่เศรษฐกิจยุโรปกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้ลูกหนี้ของธนาคารประสบปัญหานั้น ควรเตรียมมาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการจัดชั้นเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้พร้อม
4. กระทรวงการคลังควรเตรียมการล่วงหน้าถึงกรณีที่วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าจะมีมาตรการใดเหมาะสมที่จะดำเนินการ เช่น การจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น เป็นต้น
5. กระทรวงพาณิชย์ ควรวิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกของไทยที่ส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และความเชื่อมโยงถึงห่วงโซ่การผลิตในประเทศลงไปถึงระดับผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเตรียมช่วยเหลือในกรณีที่วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปส่งผลถึงการส่งออกและภาคการผลิตของไทย
6. กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของไทยในยุโรป ที่คอยติดตามข้อมูลเชิงลึกของสถานการณ์ และประสานกับรัฐบาลของประเทศในยุโรปให้เห็นความสำคัญของประเทศไทย เช่น โอกาสการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของไทย ที่จะนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรจากยุโรป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศในยุโรปใช้มาตรการกีดกันการค้าในช่วงเศรษฐกิจยุโรปประสบปัญหา
7. กระทรวงแรงงานควรเตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงานหากประสบปัญหาการเลิกจ้างของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป
8. ควรให้มีการประชุมหารือระหว่างรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ 9 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับได้ทันท่วงที ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นเจ้าภาพ
9. ควรมอบหมายกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งทีมงานติดตามสถานการณ์และรายงานข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อนายกรัฐมนตรี
10. ควรแสวงหาโอกาสจากวิกฤต เช่น เร่งรัดโครงการลงทุนที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่เงินทุนในโลกต้องการหาแหล่งเงินลงทุนนอกยุโรป
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการประชุมหารือระหว่างรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 9 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับได้ทันท่วงที ซึ่งจะจัดขึ้นทุก 2 สัปดาห์ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้การประชุมติดตามภาวะเศรษฐกิจที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นประธานนั้น จัดประชุมทุกสัปดาห์เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมาย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สศช. จัดทำ Template รวมเพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์รวมและรายสาขาเพื่อหา trigger point ที่แสดงว่าจะต้องดำเนินมาตรการรองรับ โดยทำการวิเคราะห์ทั้งในกรณีฐาน (base case) และกรณีเลวร้าย (worst case scenario) และผลกระทบของวิกฤตยูโรโซนที่เกิดขึ้น และจัดทำรายงานสถานการณ์เป็นประจำทุกวันโดยเริ่มจากสัปดาห์หน้า
พร้อมกับ มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี และรถยนต์ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินจากวิกฤตยูโร




