นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางคปภ. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้หารือร่วมกันถึงการปรับกฎกติกาที่ใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจการเงินทั้งระบบแล้ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคประกันภัยจะเน้นเรื่องการขายและการให้บริการให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
ทั้งนี้ในส่วนของคปภ. มองว่าภาคประกันภัยมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะจะเข้ามาเติมเต็มเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง ล่าสุดได้เตรียมออกกฎกติกาให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะรูปแบบการขายสินค้าประกันภัยในช่องทางธนาคาร หรือแบงก์แอสชัวรันซ์
ส่วนเหตุผลที่ต้องมาเน้นช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ เป็นพิเศษ ไม่ได้เกิดจากการถูกร้องเรียนถึงพฤติกรรมการขาย แต่เป็นเพราะต้องการให้การซื้อประกันและขายทำธุรกรรมด้านการเงินเป็นระบบมากขึ้น
อีกอย่างที่ผ่านมาเมื่อมีการเข้าไปใช้บริการลูกค้ามักถูกรบเร้าให้ซื้อผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นประกันภัย กองทุน หรืออื่นๆ ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการฝากเงินต้องรอเป็นเวลานาน โดยเฉพาะระยะหลังนี้ แบงก์ แอสชัวรันซ์ได้ขยายไปเติบโตไปต่างจังหวัดมากขึ้น
นายประเวช กล่าวอีกว่า กฎระเบียบรูปแบบใหม่ จะปรับรูปแบบให้ทันสมัย โดยให้ธนาคารปรับการขายออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนก่อนการขาย (Pre sale) ส่วนนี้ธนาคารจะต้องแยกส่วนงานให้บริการของธนาคารปกติออกจากเคาน์เตอร์ประกันให้ชัดเจน มีป้ายระบุว่าเป็นการให้บริการส่วนใด ต้องไม่รวมอยู่กับเคาน์เตอร์ถอนเงิน หรือจุดจำหน่ายหน่วยการลงทุนในธนาคาร ซึ่งต้องแบ่งแยกโซนให้ชัดเจน-ไม่ปนกัน
ต่อมาขั้นตอน ณ จุดขาย หรือPoint of sale จุดนี้ถือว่าสำคัญเพราะเป็นส่วนที่ต้องให้ข้อมูลพื้นฐานแก่ลูกค้า เพราะต้องให้ความรู้และรายละเอียดต่อลูกค้าถึงผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่จะมาให้บริการ ณ จุดนี้ได้ ธนาคารจะต้องกำหนดระดับคนให้เหมาะสมกับความสามารถให้เป็นไปตามระดับความยากง่าย ซับซ้อนของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ เรียกว่าขายตามระดับความรู้จริงๆ และต้องไม่ไปขายสูงเกินความสามารถ ป้องกันความไม่เข้าใจในผลิตภัณฑ์ อันจะนำไปสู่ความสับสนและถูกร้องเรียนได้ในอนาคต
สำหรับขั้นตอนหลังการขาย (Post of sale) หรือจุดร้องเรียน จะทำให้ระบบการตรวจสอบกรมธรรม์ให้มากขึ้น หากลูกค้าขอยกเลิกกรมธรรม์จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นกับธุรกิจประกันภัยเกิดความโปร่งใส ให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครอง ป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกเอาเปรียบได้
"3 เรื่องที่นำมาปรับใช้กับธนาคาร อาจถูกมองว่าเป็นการจัดระเบียบ แต่เชื่อว่าการเข้ามาควบคุมครั้งนี้จะเป็นการสร้างรากฐานการขายสินค้าผ่านช่องทางให้มีมาตรฐาน ไม่ใช่งุบงิบทำโดยไม่เปิดเผย ที่สำคัญไม่ใช่เพิ่งทำเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็สำเร็จมาแล้วในตลาดทุน เชื่อว่าหลังจากปรับกฎดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานการเติบโต ที่สำคัญหากเราทำช้าไปกว่านี้ ช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ที่นับวันมีแต่การเพิ่ม ก็จะควบคุมได้ยากกว่านี้ ซึ่งทั้ง 3 จุดทุกธนาคารและทุกสาขาต้องทำให้เหมือนกันทุกสาขา"
ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า ช่องทางการเติบโตของเบี้ยใหม่ เฉพาะไตรมาส 1 ทั้งระบบ โดยประกอบไปด้วยเบี้ยปีแรก (FYP) และเบี้ยชำระครั้งเดียว มีปริมาณเบี้ยเข้าสู่ธุรกิจมากถึง 27,472.1 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 25% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ดังนั้นการขายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์สามารถสร้างเบี้ยใหม่เข้าสู่ระบบได้มากที่สุดถึง 14,583.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 42% จากทุกช่องทาง
สอดคล้องกับนายสุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่าช่องทางการจำหน่ายที่ถือว่าสดใส อย่างแบงก์แอสชัวรันซ์ ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ มีอัตราการเติบโตสูงแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะไตรมาสแรกสามารถสร้างเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 33,502 ล้านบาท ถือเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประกันชีวิตถึงสิ้นปี 2555 เติบโตไม่ต่ำกว่า 15%
โดยมี 3 บริษัทที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดของอุตสาหกรรม คือ บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รองลงมาคือบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด และท้ายสุดคือ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,750 21-23 มิถุนายน พ.ศ. 2555




