นายองอาจ วรฉัตรธาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กลยุทธ์ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้นั้น บริษัทจะเน้นสานต่องานที่ได้ศึกษาการขยายธุรกิจเช่าซื้อไปยังตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของลูกค้ารายย่อยและลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะตลาดลูกค้ารายใหญ่ตามแผนนโยบายการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดอาเซียน ผ่านเครือข่ายของไอซีบีซี กรุ๊ป โดยระยะแรกบริษัทจะเริ่มจากการขยายธุรกิจไปยังประเทศจีนที่พิจารณาแล้วพบว่ามีปัจจัยสนับสนุนค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อในประเทศจีนยังมีไม่มาก ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอเข้าไปตั้งบริษัทลูกในประเทศจีน ตามกฎหมายการทำธุรกิจที่กำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการสินเชื่อจะต้องมีบริษัทลูกที่ตั้งถิ่นฐานที่ตั้งในประเทศนั้นๆ ก่อน เพื่อดำเนินการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยอาศัยเครือข่ายของธนาคารไอซีบีซีในการขยายตลาด
ทั้งนี้ การเข้าไปหารือกับ ธปท. ยังติดปัญหาเกี่ยวกับเอกสาร แต่คาดว่าจะทราบผลในเร็ววันนี้ หลังจากนั้นก็น่าจะสามารถตั้งบริษัทลูกได้ภายในปีนี้ และสามารถเริ่มเจรจาธุรกิจกับลูกค้าผู้ประกอบการจีนได้ในทันที โดยเบื้องต้นบริษัทจะมุ่งขยายไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก และธุรกิจที่มองเห็นศักยภาพจะมีทั้งที่เกี่ยวกับเรือเดินสมุทร สาธารณูปโภค โลจิสติกส์ เป็นต้น และจากการสำรวจยังพบว่ามีผู้แข่งขันไม่มาก เนื่องจากการจะเข้าไปทำตลาดเช่าซื้อรายใหญ่บริษัทนั้นๆ จะต้องมีศักยภาพมาก ส่งผลให้บริษัทท้องถิ่นทั่วไปไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยศักยภาพของไอซีบีซี กรุ๊ปที่มีเงินทุนแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีเครือข่ายสาขาเป็นจำนวนมาก และขณะนี้ระบบไอทีสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างจีนกับไทยก็เริ่มลงตัวมากขึ้นแล้ว เชื่อว่าจะทำให้บริษัทสามารถขยายตลาดได้ไม่ยากนัก
"วัตถุประสงค์ของไอซีบีซี กรุ๊ป นอกจากต้องการให้บริษัทเข้าไปขยายธุรกิจเช่าซื้อในจีนแล้วยังต้องการให้บริษัทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อเพื่อต่อยอดในการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนต่อไปอีกด้วย"
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีแผนในการขยายธุรกิจขนาดใหญ่ไปยังลูกค้าในประเทศ โดยปัจจุบันมีมูลค่าดิวประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างเป็นหลัก เช่น รถเครนขนาดใหญ่ เป็นต้น หลังจากที่ตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ประเทศจีนมีการนำเข้ารถเครนและรถไถเข้ามาแล้วประสบความสำเร็จ นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาการทำธุรกิจเกี่ยวกับเช่าซื้อเครื่องบิน เรือเดินสมุทร รถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน รวมไปถึงรถไฟรางคู่ที่ประเทศไทยมีแผนจะขยายในอนาคตด้วย
"ปัจจุบันการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อแก่ลูกค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบิน รถ ไฟฟ้า หรือเรือบรรทุกสินค้า จะเป็นบริษัทต่างชาติดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีคนไทย เพราะต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล และการทำตลาดในครั้งนี้จึงเป็นการช่วงชิงลูกค้าในฐานะบริษัทไทยแต่สัญชาติจีน" นายองอาจ กล่าว
สำหรับสินเชื่อใหม่ของบริษัทในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้น ขยายตัวได้กว่า 9,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ระดับ 7,400 ล้านบาท ถึง 20% ส่งผลให้สินเชื่อคงค้างขยับมาอยู่ที่ 36,000 ล้านบาท หรือขยายตัวกว่า 13% จากสิ้นปี 2554 ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ 21,500 ล้านบาท ซึ่งมาจากสินเชื่อรายใหญ่ 30% และรายย่อย 70%
นายองอาจ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจัยหลักสำคัญที่ส่งผลให้สินเชื่อของบริษัทขยายตัวได้มากขึ้นนั้น มองว่าเป็นผลบวกจากการขยายตัวของเศรษฐกิจภายหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อรถยนต์ใหม่เพื่อทดแทนรถที่จมน้ำไป อีกทั้งยังมีแรงจากความต้องการซื้อสะสมจากช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้สินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทขยายตัวได้ตามมา ประกอบกับบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างภายในเน้นให้บุคลากรมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ระบบงานที่เอื้อต่อการแข่งขัน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สามารถแข่งขันได้
"อัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อของบริษัทอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดคือรถยนต์ป้ายแดงที่ดาวน์ 25% ผ่อนชำระ 48 เดือน คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 2.45% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยรถยนต์ใช้แล้วก็คิดที่แข่งขันได้ ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการแข่งขันที่สูง" นายองอาจ กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,750 21-23 มิถุนายน พ.ศ. 2555




