หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ข่าวหน้า1 คอลัมน์ : Big Stories รง.ยกเครื่องจักรแทนคน สิ่งทอ-ทะเลแช่แข็งรับพิษค่าจ้าง300บาท

รง.ยกเครื่องจักรแทนคน สิ่งทอ-ทะเลแช่แข็งรับพิษค่าจ้าง300บาท

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

alt2 อุตสาหกรรมแรงงานหนาแน่นทั้งสิ่งทอ-อาหารทะเลแช่เยือกแข็งดิ้นหนีค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน ใช้กลยุทธ์ฮิตเครื่องจักรทดแทน พร้อมมาตรการเพิ่มเคพีไอให้เข้มข้น ลดโอทีโรงงานต่างจังหวัดกระทบหนักกว่ากรุงเทพฯและปริมณฑลเพิ่มค่าใช้จ่ายระบบโลจิสติกส์และสาธารณูปโภค เผยส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบเหตุขีดแข่งขันลด บิ๊กสิ่งทอรับมีรายใหญ่ปิดตัวเงียบๆแล้ว
           กรณีนโยบายประชานิยม ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน  นำร่อง 7 จังหวัด ประกอบด้วยกรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี  และภูเก็ต และที่เหลืออีก 70 จังหวัดปรับขึ้น 40% ตามฐานค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมใช้แรงงานหนาแน่น อาทิ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารทะเลแช่เยือกแข็ง ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งได้ย้ายและขยายฐานไปต่างประเทศ ส่วนที่ยังคงอยู่ต้องปรับลดต้นทุนเพื่อให้สามารถอยู่รอด อาทิใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนเป็นต้น
+++ใช้เครื่องจักรแทนคน
           จากการสอบถามผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง หลายรายพบว่าได้ใช้กลยุทธ์นำเครื่องจักรเข้ามาเสริมแรงงานคน หรือลดการใช้แรงงานคนลง ดังที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวลส์ แอนด์ โก ยูนิเวอร์ส จำกัด หรือเวลส์ กรุ๊ป ผู้ผลิตอาหารทะเลแช่แข็งและทูน่ากระป๋องรายใหญ่รายหนึ่ง เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและทูน่ากระป๋อง เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนาแน่น ดังนั้นการขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน จึงได้รับผลกระทบทันที เพราะค่าจ้างแรงงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนทั้งหมด
           "เวลส์ กรุ๊ป มีโรงงานผลิตถึง 10 แห่ง เดิมมีคนงานประมาณ 3 หมื่นคน อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็ง ประมาณ 1.1 หมื่นคน อุตสาหกรรมทูน่า 2 หมื่นคน มีสัดส่วนแรงงานต่างด้าว 50% หากไม่ปรับตัวก็ได้รับผลกระทบหนักอย่างแน่นอน จึงได้ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อนำเข้าเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคน ซึ่งสามารถลดคนงานลงไปได้เกือบหมื่นคน และยังได้เพิ่มเกณฑ์ชี้วัดคุณภาพผลงาน (เคพีไอ) ให้เข้มข้นขึ้น หากคนงานคนใดทำได้เกินเกณฑ์จะได้รับค่าจ้างแรงงานเพิ่มมากกว่า 300 บาท ซึ่งได้รับผลที่ดีมาก เพราะประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพสินค้าดีขึ้น"
++++แรงงานยังหายาก
           นายอาทร พิบูลธนพัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ณรงค์ซีฟูด จำกัด กล่าวว่าบริษัท มีโรงงานผลิต 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่อำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร กับที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีคนงานประมาณ 3,000 คน ค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวันมีผลกระทบต่อต้นทุนผลิตสินค้าแน่นอน ขณะนี้บางกระบวนการผลิตจึงได้นำเครื่องจักรเข้ามาช่วยเช่นการคัดเกรด การแพ็กสินค้า ส่วนการแกะ การผ่าหลังกุ้งยังใช้ฝีมือแรงงานอยู่ 
           นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานบริหารฝ่ายการตลาดและประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ยูเนี่ยนโฟเซ่นโปรดักส์ จำกัด (ยูเอฟพี) กล่าวทำนองเดียวกันว่าการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ทำให้ยูเอฟพีมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปีละ 140 ล้านบาท จึงต้องปรับตัวรับมือโดยนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคน เนื่องจากแรงงานของบริษัท 10-15% เป็นต่างด้าวประกอบกับช่วงนี้แรงงานหายากจึงถือโอกาสนำเครื่องจักรเข้ามาเสริม โดยใช้งบลงทุน 20 ล้านบาท อย่างไรก็ดีแม้จะใช้เครื่องจักรเข้ามาเสริมแต่ไม่กระทบแรงงานคนเพราะยังต้องการอีกประมาณ 500 คน จากปัจจุบันใช้อยู่ 6,000 คน และอีกแนวทางหนึ่งคือแจ้งลูกค้าขอปรับราคาขึ้น 1-2% ซึ่งมีทั้งตอบรับยอมให้ปรับราคา หรือให้ปรับราคาได้50%
++++ธุรกิจภูธรหนักกว่ากทม.
           ขณะเดียวกันประธานเวลส์ กรุ๊ป ตั้งข้อสังเกตว่าการขึ้นค่าจ้างแรงงานเป็น 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งจะมีผลครบทุกจังหวัดในปี 2556 โรงงานที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มโรงงานที่มีที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะโรงงานที่รัฐบาลในอดีตมีนโยบายให้การส่งเสริมการลงทุน เพื่อกระจายการจ้างงานและสร้างความเจริญเติบโตให้กับท้องถิ่น แต่วันนี้โรงงานดังกล่าวกำลังจะได้รับความเดือดร้อนกับค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง และสาธารณูปโภค ขณะที่โรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีค่าขนส่งแต่น้อยกว่า 
           "การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร นครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี และภูเก็ต และอีก 40% ของทุกจังหวัดที่เหลือ เริ่มมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เห็นได้จากยอดส่งออกเริ่มลดลงแสดงว่าสินค้าไทยขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ยกเว้นกลุ่มสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสินค้ามูลค่าเพิ่ม"
++++600โรงทอปรับเครื่องจักร
           นายสมศักดิ์  ศรีสุภรวาณิชย์ ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโรงงานทอผ้าไทยได้ปิดตัวลงไปจำนวนมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูง ค่าจ้างแรงงานได้ปรับขึ้นตามลำดับ และมีภาระค่าจ่ายด้านต่างๆเพิ่มขึ้น ส่วนที่เหลืออยู่ได้หันมาลงทุนติดตั้งเครื่องจักรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และทดแทนแรงงานคน 
           ทั้งนี้ตัวเลขของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ ปัจจุบัน มีโรงงานทอผ้าเหลืออยู่ในประเทศประมาณกว่า 600 โรง ซึ่งผลพวงจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทำให้โรงงานทอผ้ามีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 10-15% และในปีหน้าทั่วประเทศจะปรับเป็น 300 บาทต่อวัน จะเป็นตัวเร่งให้โรงงานทอผ้าต้องยกเครื่องอุตสาหกรรมโดยหันมาลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานเพิ่มขึ้น
           "ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรงงานทอผ้าปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่ามาเรื่อยๆ แต่การปรับค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวัน และแรงงานขาดแคลน รวมทั้งโรงงานทอผ้า15% ของจำนวนทั้งหมดในปีที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำท่วม จึง เป็น 2 แรงบวกทำให้มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อทดแทนของเดิม ส่วนโรงงานที่น้ำไม่ท่วมก็ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรองรับการแข่งขันเพิ่มขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมผ้าผืนยังมีอนาคต ทั้งป้อนเป็นวัตถุดิบโรงงานการ์เมนต์ในประเทศ รวมถึงโรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน"
++++เอสเอ็มอี"ลำบาก"แน่
           นายพงษ์ศักดิ์  อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรถือเป็นทางออกหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคที่ค่าจ้างขั้นต่ำพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด ในส่วนของบริษัทได้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้มีความทันสมัย เพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้คราวละมากๆ และลดการสูญเสีย โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนเครื่องเย็บผ้าปูที่นอนอัตโนมัติ 6 เครื่องเครื่องละ 20 ล้านบาท มีประสิทธิภาพการผลิตเท่ากับการใช้จักรเย็บผ้าถึง 300 ตัว แต่ใช้คนคุมเพียงเครื่องละ 2 คนเท่านั้น  อย่างไรก็ดีบริษัทยังไม่ปรับลดคนงาน เนื่องจากเป็นแรงงานมีทักษะฝีมือที่อยู่กับบริษัทมานาน   
           "การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เป็นเรื่องยาก แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะลำบาก แบงก์ไม่ค่อยปล่อยกู้เพราะมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงอยากขอให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรโดยดูความเป็นไปได้ของโครงการมากกว่าดูที่หลักทรัพย์ค้ำประกัน และขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ ที่เข้มงวดเพื่อให้เขาอยู่รอดเพราะปีหน้าค่าจ้างทุกจังหวัดทั่วประเทศจะเท่ากันหมด 300 วันต่อวันเขาจะยิ่งหนัก"
++++แฉรายใหญ่ปิดตัวเงียบๆ
           นายสุชาติ  จันทรานาคราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์ไมน์การ์เมนท์ จำกัด ซึ่งมี4โรงงานผลิตในประเทศ รวมคนงานกว่า 2,400 คน กล่าวว่า โกลด์ไมน์ ก็ได้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานคน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมาเป็นลำดับ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นหลัก 100 ล้านบาท อาทิ เครื่องจักรในกระบวนการตัด ในกระบวนการเย็บ และตกแต่งสำเร็จ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน การบริหารลูกค้า ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มาก
           "ผู้ที่จะเดือดร้อนมากคือ ผู้ที่ไม่ได้ปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งระบบ เพราะปีนี้ 300 บาทใน 7 จังหวัด ปีหน้า 300 บาททั่วประเทศ โรงงานเอสเอ็มอีจะเดือดร้อนมากและจะได้เห็นการทยอยปิดตัวที่ชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ไม่เว้นแม้แต่โรงงานขนาดใหญ่ที่แบกต้นทุนค่าแรงไม่ไหว และมองไม่เห็นอนาคต ล่าสุดทราบมีโรงงานขนาดใหญ่ได้ปิดตัวเองไปแล้วเงียบๆ 2-3 โรง"
+++ปรับระบบทำงานสู้ค่าแรง
           ส่วนนายสุกิจ  คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฮงเส็งการทอ จำกัด กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม หรือการ์เมนต์ในภาพรวมเวลานี้ยังมีเป็นระยะตามความจำเป็นของแต่ละบริษัท แต่ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาแรงงานคนมากว่าการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ ในส่วนของฮงเส็งการทอได้หันมาเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับระบบการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิผลที่ดีขึ้น อาทิ การใช้กระบวนการยืนเย็บแทนนั่งเย็บ และการส่งต่อชิ้นงานในไลน์ผลิตมีความรวดเร็วไหลรื่น ได้งานดีขึ้นและมากขึ้น คนงานได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น บริษัทมีต้นทุนที่ลดลง และยังพอแข่งขันได้
           "เป็นห่วงโรงงานเอสเอ็มอีที่ปรับตัวไม่ทัน ซึ่งเวลานี้ทราบว่าผลกระทบจากค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้น หลายโรงได้ลดการรับคำสั่งซื้อลง เพราะกลัวคุมต้นทุนไม่ได้ อาจทำให้ขาดทุน สถานการณ์เช่นนี้หลายโรงจะยิ่งลำบากเพราะในปีหน้าค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับเพิ่มเป็น 300 บาททั่วประเทศ และเวลานี้ปัญหาวิกฤติหนี้ในยูโรโซนยังส่งผลกระทบต่อการค้าของโลก ลูกค้ามีทางเลือกซื้อที่อื่นหากราคาถูกกว่า"
           ล่าสุดนายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในการเปิดตัวศูนย์ AEC Strategy Center ว่า จากการที่กลุ่มประเทศ PIIGS ได้แก่ โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจทำให้ไทยส่งออกสินค้าลดลงประมาณ 17% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 แสนล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ยางและผลิตภัณฑ์,เครื่องใช้ไฟฟ้า, อัญมณี และเสื้อผ้า นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจากยูโรโซนจะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยลดลงด้วย 

 

 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,750  21-23  มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

Read : 2875 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

ข่าวยอดนิยมประจำสัปดาห์

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*