หากแต่ในปีนี้ บมจ.ชิน คอร์ป หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ มาเป็น "อินทัช" ในยุคของ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ล่าสุดได้มีการผลักดันโครงการดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า "อินเวนท์" (INVENT)
*** ลงทุน 200 ล้านต่อปี
นายสมประสงค์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในอดีตกลุ่มบริษัทเคยดำเนินการทำโครงการร่วมลงทุนในลักษณะที่เข้าไปเลือกลงทุน แต่ อินเวนท์ จะเป็นในลักษณะเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการที่มีความคิดแบบใหม่เสนอโครงการเข้ามายังบริษัทจะให้โอกาสเต็มที่ เพราะภายในกลุ่มบริษัทประกอบด้วย เอไอเอส ,ไทยคม, บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ดีทีวี จำกัด ฯลฯ จะทำการสนับสนุนอย่างเต็มที่
ดังนั้นเมื่อมีผู้เสนอโครงการผ่านการคัดเลือกบริษัทจะเข้าไปถือหุ้นจำนวน 30% ไม่กำหนดหุ้นตายตัวแต่จะไม่เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วนการบริหารจัดการทั้งหมดจะให้เอนเตอร์เทนเนอร์รุ่นใหม่บริหารจัดการโดยจะไม่นำกฎเกณฑ์ของบริษัทเข้าไปบังคับแต่อย่างใด โครงการร่วมลงทุนดังกล่าวจะใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทต่อปีจากกระแสเงินสดของ อินทัช ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 2,300 ล้านบาท
"เรานำแนวความคิดนี้มาจาก โทมัส อัลวา แอนดิสัน (นักคิดค้น นักประดิษฐ์) ด้วยการลองผิดลองถูกทดลองโครงการสำเร็จมากก็ดี แต่ถ้าสำเร็จน้อยไม่เป็นไร หากใครผ่านคุณสมบัติเราจะเข้าไปถือหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้เสนอโครงการเข้ามาแล้วจำนวน 10 ราย"
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ได้เตรียมทีมงานไว้แล้วประกอบด้วยนักการเงินและวิศวกรและทีมประสานงานกับเวนเจอร์แคป อันที่สามเตรียม Facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) ทั้งเว็บไซต์ โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับทางบริษัท ดังนั้นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและจะทำอย่างนี้ต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากได้ศึกษาจากบริษัทในต่างประเทศหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จ คือ เฟซบุ๊ก ,อินสตราแกรม และ ซิงกา เกมส์ บริษัททั้งหลายเหล่านี้ล้วนเกิดแนวความคิดมาจากโครงการร่วมลงทุนในลักษณะขนาดเล็กและขยายมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่
*** ผ่าสเปกร่วมทุน
สำหรับหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนนั้น นายสมประสงค์ บอกว่า เกณฑ์ในการคัดเลือกประกอบด้วย 1.ทำธุรกิจอยู่ในอินดัสตรีหรือเปล่า, 2.โซลูชันที่ใช้เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ในอินดัสตรีนี้หรือไม่ 3.เรื่อง Competency (สมรรถนะ) ต้องดูผลงานในอดีต Competency แปลว่าประสบการณ์ความรู้และความจำเป็นทำงานในงานชิ้นนั้นๆ
ส่วนกลุ่มเป้าหมายได้กำหนดไว้ ประกอบไปด้วย กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ,กลุ่มสื่อสาร,กลุ่มโทรคมนาคม และ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มอินทัชและอื่น ๆ ส่วนคุณสมบัติบริษัทที่เข้าร่วมทุน สามารถส่งเสริมธุรกิจในกลุ่มอินทัช และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีตลาดขนาดใหญ่ มีความเชี่ยวชาญในการขายหรือด้านเทคนิคมีชื่อเสียงดี และเป็นที่ยอมรับด้านความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ , เน้นผู้เข้าร่วมลงทุนในบริษัทไทย ระยะของธุรกิจที่เข้าร่วมทุน อยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือ ขยายกิจการและขนาดเงินลงทุน อยู่ที่ขั้นต่ำ 5 ล้านบาท
***ต่อยอดเข้าถึงฐานลูกค้า
สำหรับประโยชน์ที่บริษัทที่ร่วมลงทุนจะได้รับจากกลุ่มอินทัช นอกเหนือจากการเป็นแหล่งเงินทุนแล้ว ยังมีโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เช่น เอไอเอส มีฐานลูกค้าจำนวนกว่า 34 ล้านราย และ ดีทีวี มีฐานลูกค้ากว่า 1.2 ล้านราย ที่สามารถต่อยอดธุรกิจของบริษัทที่จะเข้าร่วมลงทุนได้ ตลอดจนมีโอกาสร่วมมือกับบริษัทในเครือมากมายและมีพันธมิตรทางธุรกิจครอบคลุมทวีปเอเชียแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น, จีน, ออสเตรเลีย, พม่า และ อินเดีย ฯลฯ
ส่วนทีมผู้บริหารโครงการอินเวนท์ (INVENT) ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร สายธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจใหม่ อินทัช, นายเอนก พนาอภิชน รองกรรมการผู้อำนวยการ อินทัช, นายคิมห์ สิริทวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส อินทัช และนายธนพงษ์ ณ ระนอง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อินทัช เป็นผู้มีประสบการณ์งานบริหารด้านธุรกิจโทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ และการบริหารโครงการร่วมลงทุน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,750 21-23 มิถุนายน พ.ศ. 2555




