ส่วนสเปนชะตากรรมผูกติดกับการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบแบงก์พร้อมกับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ที่ถูกลดชั้นลง ด้านอิตาลีส่วนหนึ่งของยอดภูเขาน้ำแข็งเพิ่งโชว์ให้เห็นเท่านั้น
ปัญหาหนี้จากยุโรปทำให้ตลาดเงินตลาดทุนปั่นป่วนไปทั้งโลก ส่วนประเทศไทย หลายสัปดาห์มาแล้วที่ผู้ค้าส่งออกวิ่งวุ่นประกันเสี่ยงจากยูโร หลังเห็นอาการส่อเหตุอย่าง "ลูกค้าขอขยายเครดิต" ออกไปอีก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีการคาดเดาหากเกิดเหตุร้ายสุด "ยูโรแตก" อะไรจะตามมา
ส่วนภาคเศรษฐกิจจริง มีการคาดการณ์กันว่า ถ้าเศรษฐกิจยูโรติดลบ ส่งออกไทยคงโตแค่ 8-9% ไม่ถึงเป้าที่รัฐบาลกำหนดไว้ 15 % เพราะมูลค่าส่งออกไปยูโรจะหายไปบางส่วน จากเดิมที่ส่งไปปีหนึ่ง 700,000 ล้านบาท หรือราว 10% ของมูลค่าส่งออกรวม 7 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกับนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ปีหนึ่งๆเดินทางมาไทย ไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน คงลังเล หากเงินในกระเป๋าหายไปกับวิกฤติในบ้านที่ยังไม่มีจุดจบ
ถึงนาทีนี้จากการคาดเดาว่า ไข้หวัดกรีซจะกลายพันธุ์กลายเป็นไข้หวัดยูโร 2012 และมีแนวโน้มว่าจะแพร่กระจายไปทั้งโลกเหมือนคราววิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 การที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ยกระดับความสำคัญของปัญหาให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกาะติดและรายงานสถานการณ์ทุกสัปดาห์ถือเป็นการเข้าสู่ปัญหาแบบเชิงรุก แต่กระบวนการรุกของรัฐบาลจะดูดียิ่งขึ้นหาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับมุมในการมองวิกฤติครั้งนี้ให้สมจริงขึ้น
ที่ตั้งประเด็นเช่นนั้น เพราะประมวลความเห็นจากผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจและการค้า นายแบงก์ที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ส่วนใหญ่ยังมองว่า ข่าวร้ายจากยูโรยังเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง
หากย้อนกลับไปดูวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงเวลานั้น นักเศรษฐศาสตร์นายแบงก์ ส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรงเพราะระบบแบงก์ไทยถือตราสารมหาภัย ซีดีโอ น้อยมาก แต่ทว่าเมื่อฟองสบู่แตกเศรษฐกิจในสหรัฐฯแตกเศรษฐกิจโลกก็ปั่นป่วน กำลังซื้อหาย ส่งผลให้ภาคส่งออกได้รับผลไปเต็มๆ
ช่วงปลายปี 2551 ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกปนกับปัญหาการเมืองในประเทศ กดเศรษฐกิจไทยติดลบกว่า 4% โรงงานประกอบรถยนต์หลายแห่งเลย์ออฟคนงานหลังคำสั่งซื้อถูกคลื่นวิกฤติซัดหายไป ดูจากจังหวะขยับจากวิกฤติครั้งนั้นไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้ การมองว่าปัญหายังอยู่ไกลตัวจึงถือเป็นความเสี่ยงเช่นที่กล่าวไว้ข้างต้น
ถ้าจะให้ดีแล้วรัฐบาลควรยกระดับการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกขึ้นมาอีก ให้เป็น ภารกิจประจำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเศรษฐกิจโลกที่โตมากับการบริโภคเกินตัวและใช้จ่ายล่วงหน้าสะสมปัญหาจนวิกฤติมีโอกาสปะทุขึ้นได้ทั่วทุกภูมิภาคของโลก และวงจรวิกฤติที่หวนกลับมานั้นสั้นมากสั้นจนเหมือนไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่แวะเวียน กลับมาทุกๆปี
กับสภาวะแวดล้อมที่ความผันผวนอยู่เหนือเสถียรภาพ ประเทศไทยคงไม่สามารถตั้งรับ ด้วยการตั้งวงประชุมเมื่อเกิดเหตุ นายกฯบอกว่าต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหันมาเน้นการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น สภาพัฒน์กับแบงก์ชาติบอกแค่ว่า ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด กรมส่งเสริมการส่งออก บอกว่าต้องหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดยูโร ทั้งที่บอกว่าจะทำตั้งแต่ตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ถ้าหาตลาดใหม่เจอตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้คงไม่ต้องมากังวลกับการหดตัวของตลาดในยูโร
ตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เราโชคดีเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นเร็วจากการเร่งอัดฉีดของประเทศทั่วโลก ตลาดส่งออกจึงทรุดตัวแค่ช่วงสั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในวงจำกัด แต่ใช่ว่าความโชคดีจะอยู่กับเราเสมอไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555




