นายไพรินท์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารบมจ.ปตท.(บอร์ด) เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเสนอยุทธศาสตร์การสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มของบมจ.ปตท.ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของธุรกิจไฟฟ้าที่มีอยู่เวลานี้ กระจัดกระจายอยู่ตามบริษัทลูกต่างๆ หากสามารถนำมาควบรวมกันได้ จะทำให้เกิดพลังหรือความเข้มแข็งให้กับองค์กรมากขึ้น ซึ่งบอร์ดได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าว โดยจะให้มีการควบรวมระหว่างบริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ(ประเทศไทย) จำกัด หรือไอพีที ที่มีบริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ควบรวมกับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด หรือพีทีทียูที ซึ่งมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เข้าไว้ด้วยกัน และมีการจัดตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาใหม่ เหมือนกับกรณีของของบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด(มหาชน)กับบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด(มหาชน) ควบรวมเป็นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)
ทั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่คล้ายกัน โดยบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด มีกำลังผลิตไฟฟ้า ขนาดกำลังผลิต 338 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับบริษัทในเครือของบมจ.ปตท.ส่วนใหญ่ และขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)อยู่แล้ว ขณะที่บริษัท ไอพีทีฯ มีกำลังผลิตขนาด 700 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบของกฟผ.เช่นกัน ซึ่งเมื่อควบรวมกันแล้ว จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรบุคคลให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และเทคโนโลยีร่วมกัน และจะนำไปสู่การขยายงานในอนาคตอย่างแข็งแกร่งได้
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้เร็วภายในปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า และทันกับการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนรายใหญ่หรือไอพีพี ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือกกพ.จะประกาศได้ในปีหน้านั้น ทางบมจ.ปตท.ก็จะใช้บริษัทใหม่นี้เข้าร่วมประมูลไอพีพี เนื่องจากทางบริษัท ไอพีที มีพื้นที่เตรียมรองรับการเปิดประมูลไอพีพีได้ถึง 1,600 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เดิมของไอพีที
นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่า สำหรับการควบรวมกิจการระหว่างไอพีทีกับพีทีทียูทีนั้น ได้ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดบมจ.ปตท.แล้ว โดยในสัปดาห์นี้ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาจากบอร์ดบมจ.ไทยออยล์ว่าจะเห็นชอบอย่างไร ซึ่งมองว่าการควบรวมครั้งนี้ จะเป็นการเสริมให้ธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่มบมจ.ปตท.มีความแข็งแกร่งขึ้น และใหญ่ขึ้นแทนที่จะกระจายอยู่กันคนละส่วน เพราะแนวความคิดหากอะไรที่รวมกันได้และใหญ่ขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์กว่าที่จะเข้าไปแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ส่วนการที่กลุ่มบมจ.ปตท.จะใช้บริษัทที่ควบรวมใหม่นี้ เป็นหัวหอกในการเข้าประมูลไอพีพีนั้น ก็ต้องอยู่ที่ขั้นตอนในการควบรวมว่าจะเสร็จเมื่อ หากไม่ทันกับการเปิดประมูลไอพีพี บมจ.ไทยออยล์ก็มีความพร้อมที่จะใช้บริษัทไอพีทีฯ เข้ายื่นประมูล ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มจัดทำแผนเตรียมรายละเอียดแล้ว ซึ่งได้เตรียมพื้นที่ใกล้ที่ตั้งเดิมของโรงไฟฟ้าไอพีทีไว้พร้อมแล้ว ซึ่งสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ 1-2 โรง ขนาดโรงละ 800 เมกะวัตต์ แต่ทั้งนี้จะต้องดูว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเงื่อนไขที่กกพ.จะประกาศออกมาอย่างไร และสายส่งในพื้นที่รองรับการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้หรือไม่
แหล่งข่าวจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)(บมจ.พีทีทีจีซี) เปิดเผยว่า หลังจากบอร์ดบมจ.ปตท.อนุมัติให้มีการควบรวมกิจการระหว่างไอพีทีกับพีทีทียูทีแล้ว ในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีการเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดของพีทีทีจีซีพิจารณาเช่นกัน ซึ่งหลังจากบอร์ดแต่ละบริษัทพิจารณาแล้ว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาระยะหนึ่งในการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้ธุรกิจไฟฟ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น และมีความแข็งแกร่งในการเสริมธุรกิจของกลุ่มบมจ.ปตท.
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555




