นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารที่หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤติหนี้สาธารณะในกลุ่มยูโรโซนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป(อียู)รวมถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก แนวโน้มชะลอตัว อย่างไรก็ดีส่วนตัวมองเหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังกลุ่มอียูที่จะลดลงอย่างแน่นอน
ประกอบกับเวลานี้สินค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มใหญ่ที่มีปริมาณ และมูลค่าส่งออกมากในปีที่ผ่านมา (ปี 2554 ส่งออก 10.6 ล้านตัน มูลค่า 192,956 ล้านบาท) ขณะนี้มีปัญหาด้านการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งทั้งเวียดนามและอินเดีย จากนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกราคาสูงของรัฐบาลไทย ส่งผลราคาข้าวไทยในตลาดโลกสูงกว่าประเทศอื่นมาก โดยคาดว่าทำให้การส่งออกครึ่งแรกของปีนี้ลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้แม้จะมีข่าวดีอียูได้อนุญาตให้ไทยสามารถกลับมาส่งออกไก่สดแช่แข็งได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคมศกนี้ แต่ในทางปฏิบัติการกลับมาเปิดตลาดใหม่อาจต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี นับจากนี้ในการสร้างความคุ้นเคยสินค้าไทยต่อผู้บริโภค รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพมาตรฐานและการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้า
"ในเรื่องสินค้าไก่ไทยไปอียูคงต้องใช้เวลาในการเข้าถึงตลาด และในข้อเท็จจริงยังมีคู่แข่งขันอีกหลายประเทศที่ครองตลาดไก่สดในอียูอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบราซิล สหรัฐอเมริกา เขาอาจดัมพ์ราคาเพื่อสกัดเรา"
จากปัจจัยหลักๆ ข้างต้นทางสถาบันอาหารได้คาดมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2555 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ 5-7% (ปี 2554 ส่งออก 9.63 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 20%) หากขยายตัวได้ตามคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยจะทะลุถึง 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก แต่ส่วนตัวมองว่ายังมีตัวแปรในเรื่องเศรษฐกิจของอียู และเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นเช่นไร หากทรุดลงก็จะส่งผลกระทบในทางลบ แต่หากขยายตัวดีขึ้นก็จะส่งผลทางบวก รวมถึงต้องจับตาการส่งออกสินค้าข้าวของไทยในครึ่งปีหลังจะกระเตื้องดีขึ้นมากน้อยเพียงใด และภัยธรรมชาติที่อาจขึ้นกับหลายประเทศจะมีผลทำให้ต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงใด ส่วนตัวมองการส่งออกอาหารของไทยในปีนี้ไม่น่าถึง 1 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ดียังมีอีกหลายตลาดที่แม้เศรษฐกิจอาจชะลอตัวตามอียู แต่ก็ยังมีการขยายตัว หรือฟื้นตัวดีขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าอาหารคงต้องหาทางเข้าไปเจาะตลาดให้มากขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งตลาดญี่ปุ่นที่เพิ่งฟื้นตัวจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิครั้งใหญ่ รวมถึงวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าประมง ทำให้มีความต้องการสินค้าอาหารเพิ่มขึ้น และอาเซียนก็เป็นตลาดที่กำลังโตของอาหารไทย"
สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ข้อมูลว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา จากผลกระทบเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีการนำเข้าสินค้าอาหารเพิ่มถึง 23.2% (จากมูลค่า 51,377 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2553 เป็น 63,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2554) ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.)ญี่ปุ่นมีการนำเข้าอาหารมูลค่า 15,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 11.1%
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในจำนวนนี้ ญี่ปุ่นมีการนำเข้าอาหารจากไทยในปี 2554 มูลค่า 4,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31.7% และช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้นำเข้าเพิ่มขึ้น 5.4% โดยสินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นได้แก่ ไก่แปรรูป เนื้อปลาปรุงแต่ง อาหารทะเลแปรรูป และเนื้อปลาแช่เย็น/แช่แข็ง ส่วนสินค้าที่การนำเข้าชะลอตัวลงอาทิ น้ำตาล กุ้งสดแช่เย็น/แช่แข็ง บะหมี่สำเร็จรูป และอาหารแปรรูปอื่นๆ ผลไม้กระป๋อง เป็นต้น
อนึ่ง การส่งออกสินค้าอาหารของไทยในไตรมาสแรกของปี 2555 มีมูลค่า 234,288 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.3% ส่วนแนวโน้มไตรมาสที่ 2 สถาบันอาหารคาดจะส่งออก 249,692 ล้านบาท ขยายตัวลดลง 2.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เชื่อสถานการณ์จะฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555




