อุตสาหกรรมหนังแรงทะลุปีหน้า ค่ายเมเจอร์ขนหนังใหญ่เข้าโรง โซนี่ ย้ำตลาดทะลุ 4,000 ล้าน มั่นใจสไปเดอร์แมน ฟันรายได้ทะลุ 280-300 ล้าน เมเจอร์-เอสเอฟ ยังขยายโรงเพิ่ม พร้อมเติมโรงดิจิตอล เพิ่มคุณภาพการชมเรียกคนดู เอสเอฟ ตั้งเป้า 3 ปี
ลุยตลาดภูธร เล็งปูพรม 7 สาขา กระตุ้นรายได้แตะ 3,000 ล้าน ก่อนเดินหน้าเข้าตลาดหุ้นปีหน้า ด้านเมเจอร์ เดินตามแผน ทุ่ม 50 ล้าน ขยายเพิ่มอีก 50 โรง
นายรชต ธีรบุตร กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท โซนี่ พิคเจอร์ส รีลิสซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหนังปีนี้ เติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ 15-20% ทำให้ตลาดรวมอุตสาหกรรมหนังมีมูลค่าแตะ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากหน้าหนังที่โดนใจคนดู โดยเฉพาะหนังจากค่ายโซนี่ ที่มีหนังใหญ่ครึ่งปีแรก ถึง 10 เรื่อง ทำรายได้ไปแล้ว 680 ล้านบาท อาทิ The Avengers ที่ทำรายได้ประมาณ 280 ล้านบาท และ MIB 3 ที่กำลังฉายอยู่ขณะนี้ ทำรายได้ไปแล้ว 130 ล้านบาท และครึ่งปีหลังจะมีหนังใหญ่อีก 9 เรื่อง อาทิ The Amezing Spider-man,Total Recall, Brave, Resident Evil : Retribution ,Hotel Transylvania และเจมส์ บอนด์ 007 ตอน Skyfall จากหนังฟอร์มยักษ์ คาดว่าปีนี้บริษัทจะทำรายได้ทะลุ 1,200 ล้านบาท มีสัดส่วนในตลาดประมาณ 8-10% ซึ่งถือเป็นรายได้สูงสุดในรอบ 15 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ในปี 2550 ทำรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมีรายได้ประมาณ 600-700 ล้านบาท
"ปีนี้ที่ตลาดหนังเติบโตสูงมาก จากปกติที่เติบโตเพียง 5-10% เนื่องจากมีหนังดีๆ เข้าฉายเยอะ และเป็นหนังที่ถูกกับตลาด ถูกกับคนดู นอกจากนี้ การเติบโตขึ้นของระบบหนัง 3 มิติ และ 4 มิติ ก็กระตุ้นตลาดให้เติบโตมากขึ้น ทั้งจากจำนวนคนดูที่เพิ่มขึ้น และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ๆ" นายรชตกล่าว และว่า การขยายตัวของโรงหนัง เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กระตุ้นตลาดให้เติบโตมากขึ้น ขยายฐานผู้ชมให้กว้างมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการรุกตลาดต่างจังหวัดของเจ้าของโรงหนัง และเริ่มเห็นการเกิดขึ้นของโรงหนังดิจิตอล ที่เข้ามาช่วยผลักดันให้เกิดการดูหนังในโรงของตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันสัดส่วนของตลาดหนังจะยังอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 80% และการเกิดขึ้นของโรงหนังใหม่ๆ ยังมีส่วนช่วยทำให้อายุของหนังในโรงยาวขึ้น จาก 2 สัปดาห์ เพิ่มเป็น 3 สัปดาห์ เพิ่มโอกาสในการดูมากขึ้น
สำหรับหนังของโซนี่ The Amezing Spider-man คาดว่าจะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า The Avengers คือประมาณ 280-300 ล้านบาท จาก Spider-man ภาคก่อนหน้านี้ ทำรายได้ 200 ล้านบาท โดยปีนี้บริษัทใช้งบการตลาดประมาณ 100 ล้านบาท พร้อมร่วมกับพันธมิตร อาทิ บิ๊กโคล่า เนสท์เล่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โซนี่ ในการทำกิจกรรมกระตุ้นตลาด ส่วนหนังเรื่อง Resident Evil : Retribution และเจมส์ บอนด์ 007 ตอน Skyfall คาดว่าจะทำรายได้ 120 ล้านบาท และ Total Recall คาดว่าจะทำรายได้ 100 ล้านบาท
นายรชต กล่าวว่า ตลาดหนังปีนี้ไม่เพียงแต่หนังค่ายโซนี่ แล้วยังมีหนังจากค่ายอื่นๆ รวมทั้งหนังไทยที่คาดว่าจะทำรายได้สูง อย่างเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้ถึง 400 ล้านบาท และ The Twilight ภาคสุดท้าย ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงเช่นกัน
ปีหน้ามั่นใจว่าอุตสาหกรรมหนังยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากหน้าหนังที่ยังมีหนังใหญ่ หน้าหนังดีเข้าฉาย ไม่ว่าจะเป็น Ironman 3, Scary Movie 5, Broken City, Die Hard 5 - A good day to die hard หรือ Thor 2 และยังมีหนังไทยจากค่ายจีทีเอช ที่ทำรายได้ดี รวมไปถึงค่ายสหมงคลฟิล์ม
ด้านนายสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตดี โดยเอสเอฟไตรมาสแรก มีรายได้เติบโตสูงถึง 30% จากสาขาใหม่ คือ เซ็นทรัลพระราม 9 และเทอร์มินอล 21 โดยการเพิ่มขึ้นของสาขาใหม่ๆ ทำให้รายได้รวมของเอสเอฟเติบโตแบบก้าวกระโดด คาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท จากปกติที่บริษัทจะเติบโตเฉลี่ย 10-15% ซึ่งบริษัท เตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2556 หากไม่มีปัจจัยลบใดๆ
เอสเอฟมีแผนขยายธุรกิจในช่วง 3 ปีนับจากนี้ ด้วยการขยายสาขาในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเน้นที่จังหวัดในหัวเมืองใหญ่เป็นหลักด้วยรูปแบบการเปิดสาขาในศูนย์การค้าท้องถิ่น ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล และศูนย์การค้าในเครือของเดอะมอลล์ และยังเตรียมแผนพัฒนาศูนย์การค้าเอง หากในจังหวัดนั้นๆ ยังไม่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยปีนี้มีแผนเปิดสาขาใหม่ 7 สาขา ได้แก่ สุพรรณบุรี เปิดร่วมกับห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาอุบลราชธานี เปิดในศูนย์การค้าท้องถิ่นภายใต้ชื่อ สุนีย์พลาซ่า สาขาสุราษฎร์ธานี ลำปางและอุดรธานี เปิดร่วมกับศูนย์การค้าซีพีเอ็น สาขามหาสารคาม เปิดร่วมกับศูนย์การค้าเสริมไทย และลพบุรี เปิดร่วมกับศูนย์การค้ามั้งกี้มอลล์ รวม 7 สาขา ใช้งบลงทุนประมาณ 500-700 ล้านบาท สำหรับปีหน้า มีทำเลที่น่าสนใจลงทุน 3 แห่ง คือ รังสิต บางนา และปิ่นเกล้า โดยสนใจมองหาพื้นที่ประมาณ 5-10 ไร่ เพื่อพัฒนาศูนย์การค้าเปิดโรงภาพยนตร์เอง
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ปีนี้เมเจอร์ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 10-15% โดยตลาดรวมอุตสาหกรรมหนัง ที่มีจำนวนหน้าหนังฟอร์มยักษ์ ทั้ง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ต้มยำกุ้ง ภาค 2 และหนังจากฮอลลีวูดอีกจำนวนมาก
ส่วนแผนการลงทุน ปีนี้เมเจอร์ขยายสาขาเพิ่มเติมอีกประมาณ 50 โรง ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท อาทิ สาขาอีเกีย ซีคอน 2 บางแค และทำเลในต่างจังหวัด ทำให้เมเจอร์จะมีโรงภาพยนตร์รวมทั้งหมด 440 โรง จากปีที่แล้วมีจำนวนโรงทั้งสิ้น 386 โรง ส่วนปี 2556 คาดว่าจะมีโรงหนังเพิ่มที่ ดิ เอ็มโพเรียม 2 บริเวณพร้อมพงษ์ อีก 1 แห่ง และยังปรับเปลี่ยนเครื่องฉายจากระบบฟิล์ม มาเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีโรงดิจิตอลทั้งหมด 200 โรง จากปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 130 โรง นอกจากนี้ ยังมีแผนนำเข้าหนังต่างประเทศมาทำตลาดมากขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มเปิดรับจากคุณภาพหนังที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับแผนพัฒนาธุรกิจปีนี้ ภาพใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับดิจิตอลมากขึ้น จากปีที่ผ่านมา ลงทุนด้านระบบและซอฟต์แวร์ต่างๆไปกว่า 100 ล้านบาท ปีนี้ลงทุนเพิ่มเติมไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยล่าสุดได้จับมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) ให้บริการ "เมเจอร์ เอ็กซ์เพรส ทิกเก็ต เซอร์วิส" ให้ลูกค้าสามารถชำระ และรับตั๋วภาพยนตร์ผ่านเคาน์เตอร์ เซอร์วิส ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 7,000 สาขา และจุดบริการอื่นๆ ของเคาน์เตอร์เซอร์วิส รวมอีกกว่า 8,000 สาขาทั่วประเทศได้ทันที ซึ่งคาดว่า บริการนี้จะเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า และช่วยเพิ่มอัตราการชมในปีนี้ให้ขยับเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ จากเซเว่น อีเลฟเว่น อีกด้วย
ขณะนี้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของดิจิตอล เร็ว และต้องตอบโจทย์คอนซูเมอร์ ตอนนี้เมเจอร์มี 5 โลเกชันที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิตอล คือ เอสพลานาด เอกมัย พารากอน ปิ่นเกล้า และรัชโยธิน โดยปีที่ผ่านมาการซื้อตั๋วผ่านระบบออนไลน์มีสัดส่วนประมาณ 40% สำหรับปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% และในอนาคตภายใน 3 ปี คาดว่าจะสามารถพัฒนาระบบซื้อ-ขายตั๋วเป็นออนไลน์ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับตลาดในเกาหลีใต้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555




