ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)รายงานว่า ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในไตรมาส 1/2555 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าทุกรายการ ซึ่งเป็นผลจากกำไรสุทธิที่ปรับสูงขึ้น โดยบจ.มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) อยู่ที่ 5.16% เพิ่มขึ้นจาก 1.82% ในไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงภาระหนี้สินมีแนวโน้มสูงขึ้นจากระดับหนี้สินต่อทุนซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.38 เท่า อย่างไรก็ตามสภาพคล่องการชำระหนี้ของบจ.ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่สูง ส่งผลให้ฐานะทางการเงินยังอยู่ในเกณฑ์มั่นคง
ในด้านมูลค่าการลงทุนบจ.มีการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวรในไตรมาส 1/2555 มูลค่า 115,308 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2554 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2554 ที่มีการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวรมูลค่า 88,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.43%
อย่างไรก็ดี แม้บจ.มีรายได้จากธุรกิจหลักฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายทางภาษีลดลงจากการปรับลดลงของอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่กำไรสุทธิรวมกลับลดลง 2.18% จากไตรมาส 1/2554 และมีดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในไตรมาส 1/2554
ตลท.รายงานว่าไตรมาส 1/2555 บจ.มีรายได้จากการขายและบริการรวมเพิ่มขึ้น 12.69% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 2.34 ล้านล้านบาท แต่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในระดับที่ต่ำกว่าทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 194,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.67% และมีกำไรสุทธิ 201,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 193.26% จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 8.28% และอัตรากำไรสุทธิ 8.10%
ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2555 มีบจ.ที่มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 391 บริษัท คิดเป็น 74.33% ของจำนวนบจ.ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 63.12% ในไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้บจ.ส่วนใหญ่มีผลประกอบการดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีบริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้น 374 บริษัท คิดเป็น 71.10% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด
เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่าทุกกลุ่มมีกำไรสุทธิและส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่มีมูลค่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูง คือ กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มธุรกิจการเงิน ขณะที่มีเพียงกลุ่มบริษัทที่เข้าข่ายฟื้นฟูกิจการที่มีกำไรสุทธิลดลง
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงถือเป็นความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบจ.บางกลุ่ม เช่น กลุ่มพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือกลุ่มส่งออก สำหรับปัจจัยความเสี่ยงภายในที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งเริ่มร้อนแรงขึ้นหลังจากที่มีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นวาระเร่งด่วน
อย่างไรก็ตามบลจ.ไอเอ็นจีฯเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่อยู่ในกลุ่มที่สนใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้มาจากการคาดการณ์ผลประกอบการของบจ.ในตลาดหุ้นไทยจะมีอัตราการเติบโตของกำไร 27 % ในปี 2555 นี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งการขยายตัวรายได้ของประชาชน การอุดหนุนอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ และผลจากการลดภาษีของนิติบุคคลจาก 30 % เป็น 23 % และเมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังนักลงทุนจะเริ่มมองไปถึงการคาดการณ์ของผลประกอบการปี 2556 ที่คาดว่าน่าจะมีการเติบโตของผลประกอบการต่อเนื่องอีกประมาณ 14.6 %
สำหรับราคาระดับราคาหุ้นในปัจจุบัน อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พีอี เรโช) ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในปี 2555 อยู่ที่ 11.1 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับพี/อี เฉลี่ยของภูมิภาค และยังไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตลาดหลักทรัพย์ไทย อีกทั้งยังเชื่อว่าจะยังไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่องจากการไหลกลับของธนาคารกลางต่างๆ เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงเติบโตอย่างเชื่องช้า ดังนั้นผลประกอบการของบริษัทจะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,748 14-16 มิถุนายน พ.ศ. 2555




