นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอินโดนีเซีย กล่าวในงานประชุมถ่านหินโลกช่วงที่ผ่านมาว่าอินโดนีเซียมีแผนที่จะคุมการส่งออกถ่านหินเพื่อสงวนไว้ใช้ในประเทศ โดยมีมาตรการ การเรียกเก็บภาษี 20% จากการส่งออกสินแร่ที่ยังไม่ได้แปรรูป การลดสัดส่วนการถือหุ้นในเหมืองถ่านหินของนักลงทุนต่างชาติ ให้เหลือไม่เกิน 50% ภายใน 10 ปี และการกำหนดโควตาการส่งออกถ่านหินนั้น ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางรัฐบาลอินโดนีเซียออกมายืนยันแล้วว่า จะยังไม่มีแผนที่จะจัดเก็บภาษีส่งออกถ่านหิน แต่ต้องควบคุมถ่านหินเพื่อสงวนไว้สำหรับการบริโภคและการส่งออก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีและการควบคุมปริมาณส่งออก
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลอินโดนีเซียบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ก็เชื่อว่าจะกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทไม่มากนัก เนื่องจากยอดจำหน่ายถ่านหินของบมจ.บ้านปูจากเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย คิดเป็น 40% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้ก็ใช้ในอินโดนีเซียด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้เหลือถ่านหินส่งออกเพียง 20% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าการเรียกเก็บภาษีส่งออกถ่านหินของรัฐบาลอินโดนีเซีย คงจะไม่เก็บในอัตราสูงมากนัก เพราะจะส่งผลต่อต้นทุนและจะเป็นปัญหาต่ออินโดนีเซียได้ เพราะอาจจะส่งผลให้ถ่านหินในประเทศอื่นอย่างออสเตรเลีย ที่มีเหมืองถ่านหินจำนวนมากเข้ามาตีตลาดถ่านหินแทน ทั้งนี้ เมื่อปี 2548-2549 ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียเคยเรียกเก็บภาษีส่งออกประมาณ 5% ไปแล้ว แต่ศาลสูงสุดก็ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนจะลดปริมาณการลงทุนในอินโดนีเซียในช่วง 5 ปี(2555-2559)ถึง 372 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 11,160 ล้านบาท(อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เพราะยังมองว่าเป็นประเทศที่น่าลงทุน รวมทั้งมาตรการเรียกเก็บภาษีส่งออกดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน โดยปัจจุบัน บ้านปูเข้าลงทุนเหมืองถ่านหินในหลายประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และมองโกเลีย
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการผลิตและยอดขายถ่านหินที่จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าหมายปริมาณการขายถ่านหินรวมจากเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และจีน ที่ประมาณ 47-48 ล้านตัน จาก 42 ล้านตันในปีก่อน โดยมาจากอินโดนีเซียถึง 27 ล้านตัน
ด้านนายขจรพงศ์ คำดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน)หรือEARTH เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมการส่งออกถ่านหินเพื่อสงวนไว้ใช้ในประเทศอินโดนีเซียนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ในส่วนของบริษัทซึ่งเข้าไปลงทุนเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียแล้วจำนวน 2 เหมือง และอยู่ระหว่างการศึกษาซื้อเพิ่มอีก 1 เหมือง โดยยอมรับว่าหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง บริษัทได้เตรียมลู่ทางรองรับไว้แล้ว โดยเวลานี้ได้ส่งทีมงานเข้าไปศึกษาเหมืองถ่านหินในประเทศอื่นเพิ่มขึ้นภายใน 1-2 ปีนี้ เบื้องต้นบริษัทมองประเทศปาปัวนิวกินี และมองโกเลียไว้
"หากกฎหมายใหม่มีผลบังคับจริง เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายจะต้องหาช่องทางไปยังประเทศอื่น แต่ในเมื่อกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน อินโดนีเซียก็ยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน เพราะใกล้กับประเทศไทย ขณะเดียวกันอินโดนีเซียยังคงต้องการให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจเหมืองสร้างรายได้ให้กับประเทศอินโดนีเซียค่อนข้างมาก"
ส่วนการซื้อเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียเพิ่มเติมนั้น จากปัจจุบันบริษัทมีอยู่ 2 แห่ง มีปริมาณสำรองอยู่ที่ 7.4 ล้านตัน ก็เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศอินเดีย ล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญาขายถ่านหินล่วงหน้าให้กับลูกค้าดังกล่าวไปแล้ว 8.5 ล้านตัน
นอกจากนี้บริษัทเตรียมขยายฐานลูกค้าเพิ่ม โดยยังคงเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ อินเดีย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมทั้งจำหน่ายให้กับตัวแทนซื้อจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยยังคงมองว่าแนวโน้มธุรกิจถ่านหินยังสามารถเติบโตได้ เพราะมีราคาต่ำเพียง 2.50 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับน้ำมันเตาที่ 25 บาทต่อลิตร และราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม
"เหมืองถ่านหินแห่งใหม่จะเตรียมไว้สำหรับส่งมอบให้กับลูกค้าอินเดีย เพราะเหมืองเดิมที่มีอยู่ไว้ส่งให่กับลูกค้าจีน โดยบริษัทวางเป้าการดำเนินงาน 5 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการปริมาณสำรองถ่านหินล่วงหน้า 10 ปี เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจด้านการจัดหาถ่านหินของบริษัท"
อนึ่ง สำหรับการนำเข้าถ่านหินของไทยช่วงปีที่ผ่านมามีอยู่ปริมาณกว่า 17 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินโดนีเซีย รองลงมานำเข้าจากออสเตรเลีย เพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมที่ใช้ไอน้ำเช่น อุตสาหกรรมกระดาษ อาหารและสิ่งทอ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,748 14-16 มิถุนายน พ.ศ. 2555




