หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home ข่าวหน้า1 คอลัมน์ : ข่าวหน้า1 'อารักษ์'ฟุ้ง!ถกพลังงานพม่าชื่นมื่น

'อารักษ์'ฟุ้ง!ถกพลังงานพม่าชื่นมื่น

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

"อารักษ์"กล่อมพม่าสำเร็จ ชี้เหตุ "เต็ง เส่ง"ไม่มางาน WEF ไม่มีผลกระทบต่อนักลงทุนไทยในพม่า ยันเป็นปัญหาภายในประเทศเอง เผยการเจรจาด้านพลังงานสำเร็จเกินคาดหมาย อ้าแขนรับปตท.และกฟผ.

ให้เข้าไปลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ "ไพรินทร์" ระบุมีลุ้นปั๊มปตท.ขึ้นพรึบที่พม่า พร้อมเสนอตัวสร้างโรงกลั่นขนาด 100,000 บาร์เรลต่อวัน
    นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากความกังวลของหลายฝ่ายต่อกรณีที่นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ปฏิเสธการมาร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม 2012 หรือ World Economic Forum 2012 (WEF) ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม- 1 มิถุนายน  2555 ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่พอใจรัฐบาลไทยที่ปล่อยให้ อองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ประเทศพม่าใช้เวทีประเทศไทยเคลื่อนไหว ซึ่งถือเป็นการหักหน้าผู้นำรัฐบาลเมียนมาร์ กระทั่งเกรงกันว่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์นั้น
    ดังนั้นเพื่อคลายความกังวลดังกล่าว ขอชี้แจงว่าหลังจากที่ตนเองได้เดินทางไปพบนายตัน เต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายซอ มิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้า ณ กรุงเนย์ปิตอว์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อหารือความร่วมมือด้านพลังงาน ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกันแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากรัฐบาลไทย ซึ่งทั้ง 2 ท่านก็เข้าใจ ไม่ได้มีความรู้สึกกับเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กันไปมากกว่า
    "ที่สำคัญการไปหารือครั้งนี้ กลับได้รับความร่วมมืออย่างดี ทางรัฐบาลเมียนมาร์ยินดีที่จะให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในด้านต่างๆ ไม่เฉพาะด้านพลังงานอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างดี"
    สำหรับความร่วมมือด้านพลังงานนั้น เนื่องจากปัจจุบันทางรัฐบาลเมียนมาร์ยังไม่มีแผนแม่บทด้านพลังงาน ทางกระทรวงพลังงานไทย จึงได้เสนอให้มีการร่วมกันตั้งคณะทำงานขึ้นมา ที่จะจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จในระยะเวลา 2 เดือน เพื่อใช้เป็นแผนการพัฒนาด้านพลังงานของเมียนมาร์ในอนาคต ตั้งแต่การพัฒนาต้นน้ำ ได้แก่ การสำรวจขุดเจาะ กลางน้ำ ได้แก่ การวางท่อก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซฯ และปลายน้ำการพัฒนาไปสู่ปิโตรเคมี
    ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวได้เสนอไปว่า ทางกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)(บมจ.) จะเข้าไปช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นที่อยู่ที่ 2-3 แห่ง กำลังผลิตประมาณ 20,000 บาร์เรลต่อวัน ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น พร้อมให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าไปปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เนื่องจากเวลานี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของเมียนมาร์ขาดแคลนเป็นอย่างมาก ประกอบกับในปีหน้าทางเมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ณ เมืองเนย์ปิตอว์ เมืองหลวงทำให้ต้องเร่งจัดหาไฟฟ้ามารองรับ
    ต่อเรื่องนี้นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่า ในการหารือกับเมียนมาร์ด้านพลังงานที่ได้ร่วมคณะไปกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครั้งนี้ ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ยอมรับกลุ่มบมจ.ปตท.ที่ได้เข้ามาทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การลงทุนของบมจ.ปตท.ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้ขอให้รัฐบาลเมียนมาร์มีการแก้ไขกฎระเบียบในการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน เพราะบมจ.ปตท.มีความประสงค์ที่จะเข้าไปลงทุนสถานีบริการน้ำมัน หลังจากที่ได้ศึกษาตลาดมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนกับการที่ได้เข้าไปลงทุนในสปป.ลาว กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ที่เป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรในแต่ละประเทศนั้นๆ แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถเข้าไปลงทุนได้ เพราะเมียนมาร์ไม่เปิดให้ต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน
    "เชื่อว่าในเร็วๆนี้ ทางบมจ.ปตท.อาจจะได้รับข่าวดี และเข้าไปเปิดสถานีบริการน้ำมันได้ รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตถังก๊าซหุงต้ม ก่อนที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีผลบังคับในปี 2558"
    นายไพรินทร์  กล่าวอีกว่านอกจากนี้ได้เสนอตัวไปว่า ในระยะยาว หากขุดพบแหล่งน้ำมัน ทางบมจ.ปตท.มีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน ขนาดกำลังผลิต 100,000 บาร์เรลต่อวันขึ้นไป เนื่องจากเวลานี้เมียนมาร์มีโรงกลั่นขนาดเล็กและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ เมื่อเทียบกับของไทยมีกำลังการผลิตสูงถึง 1.0922 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ส่วนการจะลงทุนต่อๆไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ การตั้งโรงงานปิโตรเคมีนั้น ขึ้นอยู่กับว่า การเจาะหาสำรวจแหล่งปิโตรเลียม จะพบก๊าซมากน้อยเพียงใด ซึ่งกลุ่มบมจ.ปตท.ก็พร้อมที่จะเข้าไปลงทุนกับรัฐบาลหรือพันธมิตรในเมียนมาร์ก็ได้
    สอดคล้องกับนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)(บมจ.ปตท.สผ.)  ที่ระบุว่า การจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงานที่ร่วมกับทางเมียนมาร์ จะนำไปสู่การลงทุนของกลุ่มบมจ.ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ โดยเฉพาะการหาพื้นที่ใหม่ๆ ในทะเล ที่รัฐบาลเปิดให้มีการเจรจาสัมปทานโดยตรง
    นอกจากนี้การหารือครั้งนี้ ได้มีการทวงถามแหล่งปิโตรเลียมในทะเลที่บมจ.ปตท.สผ.ได้เคยหารือไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะให้สิทธิ์สัมปทานเมื่อใด รวมถึงแหล่งปิโตรเลียมบนบกที่เป็นการเปิดให้ประมูลแข่งขัน คาดว่าในอีก 3 เดือนน่าจะเปิดเชิญชวนผู้สนใจเข้ามาประมูลได้ ซึ่งในส่วนนี้บมจ.ปตท.สผ.ก็สนใจเพราะมีความพร้อมอยู่แล้ว
    อย่างไรก็ดีเวลานี้บมจ.ปตท.ได้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมบนบกมาแล้ว 2 แปลง ได้แก่ แหล่ง พีเอสซี-จี และแหล่งอีจี-2 ที่จะเริ่มขุดเจาะหลุมสำรวจ 4 หลุมในระยะ 3 ปีแรก ใช้เงินลงทุนประมาณ 750 ล้านบาท ซึ่งเวลานี้ยังไม่ทราบว่าเจอก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน หากขุดเจาะเจอก๊าซ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ทางบมจ.ปตท.และกฟผ.จะจับมือกันตั้งโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่หากเจอน้ำมัน ก็มีโอกาสที่จะลงทุนตั้งโรงกลั่นน้ำมันขึ้นมาได้
    ส่วนการตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาตินั้น จะต้องดูความเป็นไปได้ของแหล่งเอ็ม 3 ที่เวลานี้ได้สำรวจพบก๊าซธรรมชาติแล้ว และอยู่ระหว่างทำการสำรวจเจาะหลุมเพิ่มเติมอีก 3-4 หลุมเพื่อดูปริมาณสำรอง หากมีปริมาณก๊าซมากพอ ก็จะพัฒนาวางท่อก๊าซส่งให้ย่างกุ้ง เพื่อมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าและหากก๊าซมีปิโตรเลียมมากพอ ก็จะตั้งโรงแยกก๊าซนำแอลพีจีให้เมียนมาร์ใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งโรงงานปิโตรเคมีได้
    ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า สำหรับการพัฒนาไฟฟ้านั้น ทางเมียนมาร์ต้องการให้ไทยเร่งพัฒนาโรงไฟฟ้าเขื่อนฮัทจี กำลังผลิตขนาด 1,360 เมกะวัตต์ ที่จะเข้าระบบในปี 2565 รวมถึงการพัฒนาโครงการมายตง ขนาดกำลังผลิต 6,000-7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน เนื่องจากช่วงหน้าร้อนขาดไฟฟ้าค่อนข้างมาก ซึ่งในส่วนนี้ทางกฟผ.จะเร่งพิจารณาค่าไฟฟ้า เพื่อนำโรงไฟฟ้าดังกล่าวเข้าสู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีที่จะมีการปรับปรุงใหม่ในปีหน้าต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,747 10-13  มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

Read : 1153 times

jL Poll Module1

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่


 

Poll (2)

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?
 

ข่าวยอดนิยมประจำสัปดาห์

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*