นายจัสติน พาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบงค็อค เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ บี.อี.เอส. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการจัดงานของบริษัทระหว่างปี 2555-2556 ว่า จะมีทั้งหมด 6 งาน ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ โพรแพ็ค เอเชีย 2012,งานฟู้ด แอนด์ โฮเต็ล ไทยแลนด์ 2012, งานโพรแพ็ค เอเชีย 2013, งานฟู้ด แอนด์ โฮเต็ล ไทยแลนด์ 2013, โพรแพ็ค เวียดนาม 2013 และงาน ANGVA 2013 (อังวา) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (ตารางประกอบ)
อย่างไรก็ตามแม้บริษัทออล เวิลด์ เอ็กซิบิชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบี.อี.เอส.จะมีสำนักงานทั่วโลก เช่นในตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชีย แต่ก็สนใจการขยายธุรกิจในประเทศไทย เพราะไทยและอาเซียนมีศักยภาพในการจัดงานเอ็กซิบิชัน เช่น การจัดงานโพรแพ็คเอเชีย 2012 เป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีกระบวนการผลิต การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติที่มีคนให้ความสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
"แผนการจัดงานเอ็กซิบิชันในช่วง 1-2 ปีนี้ จะยังไม่มีการจัดงานใหม่ๆ แต่มุ่งประมูลงาน(บิด)เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานหรือบิดงานใหญ่ของโลกให้เข้ามาจัดในประเทศไทย รวมถึงในอาเซียน ขณะเดียวกันจะพัฒนาการจัดงานใหม่ๆเกิดขึ้น และเน้นพัฒนางานที่จัดอยู่เดิมให้มีขนาดใหญ่ขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายการขยายตัวราว 15-20%"
ส่วนการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี จะมีผลกับวงการเอ็กซิบิชันอย่างยิ่ง เพราะเปิดกว้างให้นักลงทุนเข้ามาในประเทศไทยได้มากขึ้น และการจัดงานแสดงสินค้าก็เป็นเครื่องมือที่ดีในการทำตลาดให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ซื้อมาเจอกับผู้ขาย นอกเหนือจากการตลาดแบบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงจะทำให้เรื่องการเทรดจะมีมากขึ้น กำแพงภาษีน้อยลง และประเทศไทยมีโปรเจ็กต์ใหญ่ในด้านส่งเสริมการส่งออก นับว่าเป็นผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ระดับโลก
โดยเฉพาะรัฐบาล มีโปรเจ็กต์ Food Valley ที่จะเริ่มในปีนี้จะเสร็จสิ้นในอีกราว 4 ปี ซึ่งจะเป็นโปรเจ็กต์ที่จะช่วยทำให้อาหารไทยพัฒนาขึ้น โดยมีกระบวนการผลิตและแพ็กเกจจิ้งที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานโลก ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่เริ่มในประเทศเนเธอร์แลนด์ และประยุกต์มาใช้ในเกาหลี จีน แล้วนำมาใช้ในประเทศไทย เป็นโมเดลการพัฒนาธุรกิจอาหารและเกษตรให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะแสดงถึงการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตที่ต้องผ่านเทคโนโลยี และเป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐาน
"การเข้าสู่เออีซีจะทำให้ง่ายต่อการจัดงานเอ็กซิบิชัน รวมถึงทำให้ประเทศไทยไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่อีก 9 ประเทศอาเซียนก็มาลงทุนธุรกิจในไทยได้ง่ายขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี กำแพงภาษีของแต่ละโปรดักต์จะแตกต่างกัน โดยประเทศไทยจะได้เปรียบอาเซียนในเรื่องภาษีการนำเข้าเครื่องจักร รวมทั้งการเทรดเครื่องจักรทำได้ง่ายขึ้น และอาจจะต้องมีการปรับเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องใน 10 ประเทศอาเซียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดความสะดวกสบายในการทำธุรกิจ"
นายพาว ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ รับเปิดเออีซี ในส่วนของบี.อี.เอส.ไม่ต้องปรับตัวมาก เพราะเป็นบริษัทข้ามชาติ และมีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจในอาเซียนอยู่แล้ว แต่การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ต้องปรับตัวพอสมควร เช่น ต้องปรับกลยุทธ์และเน็ตเวิร์กใหม่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทและขนาดขององค์กร รวมถึงทุกบริษัทควรมองหาโอกาสของตัวเอง เพราะมีโอกาสอยู่แล้วเนื่องจากเมื่อเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียนมากขึ้น ธุรกิจเอ็กซิบิชันก็จะโตมากขึ้น ซึ่งบี.อี.เอส.ก็จะส่งพนักงานไปโปรโมตธุรกิจในประเทศอาเซียน ส่งผลให้พนักงานได้เรียนรู้ธุรกิจและมีความเข้าใจในเออีซีมากขึ้น
ขณะที่ผลกระทบในเรื่องของค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ก็มีบ้าง เนื่องจากในการจัดเอ็กซิบิชันต่างๆ จะมีการจ้างงานลูกจ้างชั่วคราวเช่น พนักงานก่อสร้างบูธ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม และบริษัทจะบริหารจัดการงบประมาณด้านอื่นๆ หรือการหาคนให้มีประสิทธิภาพตรงกับงานมากที่สุด สำหรับทักษะด้านภาษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ พนักงานของบริษัทสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษดีอยู่แล้ว โดยปกติมีการเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มทักษะต่างๆให้พนักงานเป็นประจำ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,747 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2555




