รอบนี้ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียที่ถือเป็นดาวเด่นไม่เว้นถูกแรงเทขาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นจีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย แต่ในวิกฤติก็มีโอกาส โดยเฉพาะนักลงทุนในประเทศไทยที่อยากแสวงหาช่องทางการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน
วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กรุงไทย จำกัด(มหาชน)ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ "ชี้ช่องรวยกับหุ้นฮ่องกง ในตลาดหลักทรัพย์ไทย"
สำหรับวิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย"รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์"อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ "ชาญชัย กงทองลักษณ์" กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทรีนีตี้ จำกัด และ"ดารบุษป์ ปภาพจน์" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทยฯ
ก่อนลงในรายละเอียดเรื่องการลงทุน รศ.ดร.สมภพ ได้ฉายภาพใหญ่ของเศรษฐกิจจีนว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกหากอิงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 10 % ของจีดีพีโลก เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดเศรษฐกิจ 23 % ของจีดีพีโลก กับนโยบายลดการพึ่งพาการนำเข้าและส่งออก หลังจากวิกฤติหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นปัญหาอยู่ จึงหันมาใช้นโยบายพึ่งพาการเติบโตจากในประเทศเป็นหลักจนถึงปี 2563 กับจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1,350 ล้านคน หรือคิดเป็น 20 % ของประชากรโลก และหากเทียบความใหญ่ในภาคส่งออกเบอร์หนึ่งของโลกแล้วจีนถือว่าใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 10 เท่า
ข้างต้นเป็นมุมมองของนักวิชาการต่ออนาคตของจีนที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจของโลกในอนาคต
มาที่มุมมองของบุคคลในแวดวงตลาดทุน โดยชาญชัย กล่าวว่า หากมองในด้านการกระจายความเสี่ยงและจังหวะเวลาการลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศนั้นถือว่ามีผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆในต่างประเทศมากขึ้น ถือเป็นเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยในประเทศและภาวะตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในช่วงปรับฐาน
โดยล่าสุดบลจ.กรุงไทยฯ ได้ออกกองทุนอีทีเอฟที่อ้างอิงดัชนี ฮั่งเส็ง เป็นต้น แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับมุมมองการจัดพอร์ตลงทุน ชาญชัย บอกว่าโดยส่วนตัวจึงอยากเห็นกองทุนอีทีเอฟในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และยุโรปด้วย เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์การลงทุนครบทุกภูมิภาคของโลก
เมื่อถามว่าช่วงนี้เหมาะสมจะลงทุนในตลาดหุ้นจีนหรือยังหลังจากที่ได้ปรับตัวลงมามากแล้ว ชาญชัยกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ยังอยากให้นักลงทุนนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ คือ ผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน นั่นคือ การแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ของประเทศกรีซ ที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะถูกถอนออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยุโรปหรือไม่ ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและทองคำออกมา
"ต้องยอมรับว่าในอดีตจังหวะการลงทุนถือว่ามีนัยสำคัญต่อการลงทุนอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมากองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ(FIF)บางกองทุนได้ลงทุนในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงแล้วก็มี "
พร้อมกันนี้ชาญชัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นว่าให้ซื้อในภาวะที่ตลาดเป็นขาขึ้นและหลีกเลี่ยงเมื่อตลาดเป็นขาลง ดังนั้นหากตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนก็ไม่แนะนำให้นักลงทุนเสี่ยงมาก
ปิดท้ายที่ดาราบุษป์ ผู้จัดการกองทุนของบลจ.กรุงไทยฯ ให้รายละเอียดของกองทุนอีทีเอฟในตลาดหุ้นฮ่องกง ว่าเป็นกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในดัชนีฮั่งเส็งของจีน โดยมีจำนวนหุ้น 48-52 ตัว หรือคิดเป็น 60 % ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นฮั่งเส็งที่มีมูลค่า 1.54 ล้านล้านดอลลาร์สหัฐฯ
นอกจากนี้ในอนาคตยังมีหุ้นใหม่ๆในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทางรัฐบาลจีนสนับสนุนเตรียมเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตตามเศรษฐกิจจีน ไม่เพียงเท่านั้นกองทุนนี้ยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นฮ่องกงและยังเป็นอีทีเอฟกองแรกในเอเชียด้วยจึงมีความประหยัดต่อขนาด ทำให้ค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนจึงอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตามดาราบุษป์ กล่าวว่าการลงทุนในกองทุนอีทีเอฟตลาดหุ้นฮ่องกงนั้นไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น 1-3 วัน แต่จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัว สำหรับประเทศที่มีโอกาสเติบโตก็ลงทุนในดัชนีอ้างอิงของประเทศนั้นๆแทนจะดีกว่า
ขณะที่ความเสี่ยงในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนกังวลโดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินนั้นหากดูในรายละเอียดแล้วกระจายการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของจีนและธนาคารระดับโลกสัดส่วนใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังให้ความมั่นใจอีกว่าธนาคารของจีน คือ ธนาคารที่มีรัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จึงไม่น่ากังวล
ข้างต้นคือ คำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงผ่านกองทุนอีทีเอฟ ขณะที่ปัจจุบันมีกองทุนอีทีเอฟจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 9 กองทุน แบ่งเป็น อีทีเอฟดัชนี SET 50 ,อีทีเอฟหุ้นปันผล ,อีทีเอฟอ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นเสินเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ของจีน,อีทีเอฟอ้างอิงหุ้นน้ำมันในประเทศไทย และอีทีเอฟทองคำ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,746 7-9 มิถุนายน พ.ศ. 2555




