ส่วนครั้งที่สองไม่มีการแจ้งเหตุผลที่ชัดเจน และสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาโดยส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ว่า ผู้นำพม่าไม่พอใจที่นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2534 ได้รับเชิญจากผู้จัดงานเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ให้มากล่าวปาฐกถาและร่วมการประชุมหลายหัวข้อภายในงานนี้ ทั้งยังได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกที่มาทำข่าวการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบ 24 ปีของนางอองซาน ซึ่งได้เลือกไทยเป็นประเทศแรก
7 ร่างเอ็มโอยูไทย-พม่าที่รอการลงนาม
ทั้งนี้ กำหนดการเดิมในการเยือนไทยระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2555 ของประธานาธิบดีเต็ง เส่งนั้น ผู้นำของพม่าแสดงความสนใจที่จะเยี่ยมชมโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ตลอดจนโครงการพัฒนาด้านการเกษตรของไทย นอกจากนี้ ทางคณะรัฐมนตรีของไทย (จากการประชุมครม.เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2555) ยังได้อนุมัติหลักเกณฑ์ในการลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในพม่าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าในช่วงที่ผู้นำพม่ามาเยือนไทย ซึ่งสาระสำคัญของร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย 7 ข้อ ได้แก่
1) การสร้างความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะ ด้านบุคลากร ภายใต้รูปแบบของทุนการศึกษา การฝึกอบรม ดูงานในสาขาต่าง ๆ เช่น การพัฒนาสังคม การเกษตร การศึกษา สาธารณสุข การบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติ 2) การเตรียมความพร้อมเป็นประธานอาเซียนของพม่าในปี 2557 โดยไทยพร้อมสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม ฝึกอบรมบุคลากร 3) การปฏิรูปเศรษฐกิจและการพัฒนาทางเลือกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรพม่า ในพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมการค้าการลงทุน การพัฒนาตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ การร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติด
4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างเครือข่าย ความเชื่อมโยงระหว่างพม่าและกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ผ่านการศึกษาที่เหมาะสม 3 โครงการคือ โครงการก่อสร้างถนน 3 ฝ่าย ไทย-พม่า-อินเดีย ช่วง มอญยอ -ยาจี และกาเลวะ โครงการพัฒนาถนนจากด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์-เมืองมอต่อง-เมืองตะนาวศรี-เมืองมะริด ในตะนาวศรี และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า 5) การพัฒนาความร่วมมือทั้งระดับรัฐบาล ภาคเอกชนและประชาชนระหว่าง 2 ประเทศ 6) การสร้างรูปแบบความร่วมมือ ภายใต้กรอบความร่วมมือรูปแบบรัฐต่อรัฐ ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ สภาบันทางการเงินและวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ ของทั้งสองประเทศ และ 7)การสร้างความร่วมมือรูปแบบด้านการเงิน
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า เนื่องจากพม่าเองต้องการศึกษารายละเอียดของความร่วมมือเหล่านี้อีกระยะหนึ่งและยังไม่พร้อมที่จะลงนาม ดังนั้น ถึงแม้ผู้นำพม่าจะมาเยือนไทยตามหมายกำหนดการเดิม ก็คงยังไม่มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือดังกล่าว แต่ประเด็นความร่วมมือเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่มีการหารือและเจรจากันมาอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะไม่มีอุปสรรคปัญหาอะไร
6 วันซูจีในไทย สื่อตีข่าวทั่วโลก
ขณะที่การมาเยือนไทยของนางอองซาน ซูจี ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคมถึง 3 มิถุนายน 2555 หรือตลอดระยะเวลา 6 วันในประเทศไทยที่ถือว่าเป็นก้าวแห่งประวัติศาสตร์ อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักในสายตาผู้นำพม่าที่มีข่าวออกมาจากหลายกระแสว่าไม่พอใจอย่างยิ่งที่ถูกผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ขโมยซีนช่วงชิงความสนใจจากสื่อมวลชนและสำนักข่าวทั่วโลก ทุกเวทีและทุกสถานที่ที่เธอไปปรากฏกาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือมีชาวพม่าจำนวนมหาศาลที่ปลาบปลื้มยินดีกับการมาเยือนครั้งนี้ และในสายตาของพวกเขานี่คือความหวังว่าในภายภาคหน้าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
"ผมอยู่ที่นี่มา 5 ปีไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่ามาเยี่ยมพวกเราเลย ไม่เคยมีสักคน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีคนสำคัญระดับนี้มาเยี่ยมพวกเรา ผมอยากจะบอกอองซาน ซูจีว่า ถ้าช่วยอะไรพวกเราได้บ้างก็อยากให้ช่วย ผมอยากกลับบ้าน" อาลี โมฮัมหมัด ผู้อพยพชาวพม่าเชื้อสายม้งในศูนย์อพยพบ้านแม่หละ ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ. ตาก กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้อพยพชาวพม่าจำนวนเกือบ 50,000 คนที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพหรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า "พื้นที่พักพิงชั่วคราว" แห่งนี้ ปัญหาที่เขาอยากจะบอกฝากไปกับอองซาน ซูจี คือเรื่องความยากลำบากของการใช้ชีวิต เด็กๆ ขาดการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่เขาอยากให้เกิดความสงบสุขในพม่าเพื่อที่เขาจะพาครอบครัวซึ่งมีภรรยาและลูกเล็กๆสองคนซึ่งเกิดที่เมืองไทยกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนเสียที
เช่นเดียวกับ "เอย์" ผู้อพยพเชื้อสายกะเหรี่ยงอายุ 17 ปี ซึ่งอยู่ที่ศูนย์อพยพนี้มา 3 ปีกว่าแล้ว เธอกับเพื่อนๆยืนอยู่ใกล้ๆกับป้ายกระดาษเขียนอักษรพม่าความว่า "แด่อองซาน ซูจี จากพวกเราชาวพม่าทุกคน เราดีใจที่คุณมา" เอย์บอกว่า แค่ได้เห็นนางอองซานก็ดีใจแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าอยากจะขออะไรหรือให้ช่วยอะไร เธอรู้แต่ว่าสตรีผู้นี้นำความหวังมาให้ น่าเสียดายที่ว่า การเยือนพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละและศูนย์การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในศูนย์อพยพแห่งนี้ พวกเขาไม่มีโอกาสเข้าถึงหรือได้พูดคุยบอกเล่าความรู้สึกใดๆ ได้แต่มามุงดูให้ชื่นใจเท่านั้น
ด้านพ.ญ.ซินเธีย หม่อง เจ้าของคลินิกแม่ตาวและเจ้าของรางวัลแมกไซไซ ให้ความเห็นว่า การมาเยี่ยมชาวพม่าในประเทศไทยของนางอองซาน ซูจี ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญมาก เพราะเป็นการได้มาเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของแรงงานข้ามชาติ (ซึ่งนางอองซานเลือกเยี่ยมแรงงานพม่าที่มีอยู่หลายหมื่นคน ที่จังหวัดสมุทรสาคร) และผู้ลี้ภัยชาวพม่าว่าประสบปัญหามากน้อยแค่ไหนและอย่างไรบ้าง ซึ่งจะได้เห็นสภาพความเป็นจริงด้วยตนเองแล้ว เนื่องจากว่าแม้สถานการณ์การเมืองในฝั่งพม่าจะดีขึ้น แต่แนวโน้มของการเกิดสันติภาพอย่างแท้จริงของรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยที่มีอาณาเขตพื้นที่ติดกับชายแดนไทยก็ยังเป็นเพียงความหวังที่ไม่แน่ชัด โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารซึ่งไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการด้านสาธารณสุขและระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น
"สิ่งที่จะเป็นเครื่องชี้วัดว่า การเมืองในประเทศพม่ามีการพัฒนาและมีความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ก็คือการให้บริการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนในประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการเข้าถึงระบบสาธารณูปการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เรายังไม่เห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลพม่าอย่างชัดเจน" พ.ญ.ซินเธีย กล่าว
ผู้นำพม่าพลาดโอกาสย้ำภาพปรองดอง
จะเห็นได้ชัดว่าสำหรับประชาชนพม่าแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการได้รับทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและผู้นำฝ่ายค้าน คือความปรองดองที่จะนำไปสู่ภาวะสันติสุขภายในประเทศอันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ การเลื่อนการปรากฏตัวของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง บนเวทีระดับโลกอย่างเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ซึ่งมีนางอองซาน ซูจีร่วมเวที จึงไม่เพียงเป็นการพลาดโอกาสแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า พม่ากำลังอยู่ในบรรยากาศแห่งความปรองดองสมานฉัน ซึ่งน่าจะเป็นก้าวต่อไปหลังจากมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายค้านเข้ารับการเลือกตั้งจนกระทั่งได้เข้าไปมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเร็วๆนี้ ทั้งยังเป็นการพลาดจะใช้เวทีระดับโลกดังกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะ "ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกที่นำการปฏิรูปมาสู่พม่า" ไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าในวันสุดท้ายของการประชุมจะมีรัฐมนตรีพลังงานของพม่ามากล่าวบนเวที WEF ว่า พม่าพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยเอเชียตะวันออกครั้งที่ 22 ในปีหน้า (2556) แต่ไหนเลยน้ำหนักและนัยสำคัญของการเสนอตัวนี้จะเทียบเท่ากับการเอ่ยกล่าวด้วยตัวประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เอง
นอกจากนี้ ข่าวลือที่ว่าผู้นำพม่าขอร้องรัฐบาลไทยไม่ให้นางอองซานมีโอกาสพบปะกับผู้นำชนกลุ่มน้อยซึ่งมีกำหนดพบกันที่ อ.แม่สอด จ.ตากในวันที่ 2 มิถุนายน 2555 หลังการเยือนศูนย์ผู้อพยพที่บ้านแม่หละ ก็ยิ่งสร้างความคลางแคลงใจและก่อให้เกิดคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลพม่าประกาศมาก่อนหน้านี้ว่ามีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยในพม่า ว่ามีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด นักลงทุนจะมั่นใจได้แล้วหรือไม่กับการเข้าไปลงทุนในพื้นที่ที่อยู่ในเขตดูแลของชนกลุ่มน้อย คำถามเหล่านี้ รอคอยการยืนยันจากผู้นำพม่าซึ่งขณะนี้ยังเลื่อนการเยือนไทยออกไปอย่างไม่มีกำหนด และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยเองก็ร้อนใจไม่ใช่น้อย ถึงขั้นนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงเรื่องนี้เป็นการด่วนไปยังผู้นำพม่า ท่ามกลางความอ่อนไหวทางการเมืองของทั้งสองประเทศ ที่หวั่นเกรงว่าอาจจะกระทบถึงการลงทุน เมกะโปรเจ็กต์มูลค่านับแสนล้านที่กำลังไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะโครงการทวาย !!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,746 7-9 มิถุนายน พ.ศ. 2555




