*** ย้อนรอยสัญญา 3G
การทำสัญญา 3 จีระหว่าง บมจ.กสท.โทรคมนาคม กับ กลุ่มทรูคอร์ป เกิดขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที นั่งกุมบังเหียน พร้อมกับไฟเขียวให้ทั้งสองฝ่ายเซ็นสัญญาซื้อขายกิจการระหว่างกัน
ทั้งนี้กลุ่มทรูได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 เกี่ยวกับบริษัทย่อย บริษัท เรียล มูฟ จำกัด (Real Move) และ บริษัทเรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (Real Future) จะเข้าซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มฮัทชิสัน อันได้แก่ บริษัท ฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (HWMH) บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด (BFKT) Rosy Legend Limited (RL) และ Prospect Gain Limited (PG)
ขณะที่ บริษัท เรียล มูฟ ได้เข้าซื้อหุ้นใน HWMH จำนวน 924,998 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท หรือ คิดเป็น 92.5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ในราคารวมกว่า 4,350 ล้านบาท และจะเข้าซื้อหุ้นใน RL จำนวน 1 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในราคาซื้อขายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1 บาท ส่วนหุ้นที่เหลืออีก7.5% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย
ส่วนบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด จะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดใน BFKT จำนวน 50,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท และหุ้นเพิ่มทุนที่จะออกจำหน่ายก่อนวันซื้อขายหุ้น อีกจำนวนประมาณ 79 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 100% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดในราคาซื้อขายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1 บาท โดยใช้เงินจำนวนทั้งสิ้น 6,300 ล้านบาท
*** เปลี่ยนขั้วสัญญาระส่ำ
หลังเปลี่ยนขั้วอำนาจจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับ กลุ่มทรู ก็ถูกรื้อโดยน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไอซีที ได้ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับสัญญาจำแลงดังกล่าวโดยกลุ่มทรูได้สิทธิในการเป็นผู้ทำตลาดขายส่งบริการให้ กสท ในความจุโครงข่าย 80% อายุสัญญา 14 ปี 6 เดือน
พร้อมกับพบข้อพิรุธจำนวน 5 ข้อ ไล่เลียงตั้งแต่ข้อแรก พบการเตรียมการวางแผนและดำเนินการอย่างมีเลศนัย ข้อที่สอง คือ ก่อน ที่ กสท จะยกเลิกสัญญาทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว กสท จะต้องการดำเนินการให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 ส่วนข้อที่สาม ในการดำเนินการเสนอเรื่องของ กสท ถึงกระทรวงไอซีที เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีลงนามเสนอครม. เป็นการกระทำที่มีการวางแผนร่วมกัน ส่วนประเด็นที่สี่ คือ การยกเลิกสัญญาจากผลการประชุมครม. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 และได้มีมติอนุมัติให้ยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 (เรื่อง โครงการเข้าซื้อกิจการ CDMA ในส่วนกลาง โดยการเข้าซื้อทรัพย์สิน) ต้องได้รับความชัดเจนจากสองหน่วยงาน คือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
และ ข้อสุดท้าย คือ กสทได้ ละเลยขั้นตอนในการปฏิบัติตามบทบัญญัติ ตามมาตรา 12 (2) และมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2550 จะต้องนำเสนอโครงการให้กระทรวง พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาอนุมัติของครม.
สุดท้ายคณะอนุกรรมการไต่สวนหาข้อเท็จจริงกรณีการทำสัญญาโครงการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จีเอชเอสพีเอ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สรุปออกมาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการกระทำผิดในการทำสัญญาตามประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 157
***ลุ้นระทึกม.46 สั่งห้ามโอนคลื่น
อย่างไรก็ตามในขณะนี้มีรายงานข่าวเชิงลึกว่า คณะอนุกรรมการ กสทช. ได้สรุปผลการสอบสวนมาตรา 46 แล้วพบว่า การทำสัญญา 3จี กสท-ทรู ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และให้ กสท ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.ปฏิบัติ 7 ประการ คือ 1.กสท ต้องนำคลื่นความถี่ย่าน 800 เมกะเฮิรตซ์ (แบรนด์ บี) ไปใช้กับเครื่องและอุปกรณ์ของตนเองหรือของบริษัทอื่นได้ 2. กสท ต้องควบคุมดูแลและบริหารจัดการเน็ตเวิร์ก โอเปอเรชัน เซ็นเตอร์ , 3. ข้อมูลการใช้งานต้องอยู่ในความครอบครองของ กสท ,4. อำนาจของคณะกรรมการควบคุมการปฏิบัติงานตามสัญญาต้องชัดเจน โดยแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ของ กสท โดยชัดแจ้ง
ประเด็นที่ 5. กระบวนการสร้าง และจัดหาความจุของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จะต้องแสดงให้เห็นว่า กสท เป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินใจเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ การขยายโครงข่าย และให้บริการอย่างสมบูรณ์ และข้อ 6. กสท ต้องเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการเจรจาการให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศ และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ประกอบการรายอื่น และประเด็นสุดท้าย ความจุตามสัญญา ต้องแสดงให้เห็นว่า กสท เป็นผู้มีอำนาจควบคุมการใช้คลื่นความถี่อย่างสมบูรณ์ และควรให้เรื่องความจุตามสัญญาเป็นไปตามกลไกตลาด
แม้กลุ่มทรูฯออกมายืนยันสัญญาที่ทำดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายหากมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงใดๆนั้นต้องเป็นคำสั่งของศาลเท่านั้น.. แต่ถึงวันนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ "ทรูมูฟ เอช" เช่นเดียวกัน แม้จะลงทุนไปแล้ว 4 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายเครือข่าย 13,500 สถานีในปีนี้ และ กรณีบอร์ดสั่งระงับเลขหมาย 1.7 ล้านเลขหมายให้กับ กสท กรณีค้างชำระและยิ่งมีผลกระทบต่อทรูมูฟ เอช เช่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าความเป็นไปได้มากที่สุดในห้วงเวลานี้ คือ แก้ไขสัญญาให้เป็นไปตามมาตรา 46 ที่ห้ามไม่ให้โอนคลื่นความถี่บางส่วน หรือทั้งหมดไปให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน ตาม พ.ร.บ.กสทช.เท่านั้น!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,746 7-9 มิถุนายน พ.ศ. 2555




