++ อาเซียน "วัน เดสติเนชั่น"
ความเชื่อมโยงภายในอาเซียนนับว่ามีความสำคัญมาก เราได้วางแผนแม่บทและมีข้อตกลงการเชื่อมโยงทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ขณะที่ในส่วนของการท่องเที่ยว การเชื่อมโยงระหว่างกันจะโฟกัสไปที่สองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องของวีซ่าที่เป้าหมายสุดท้ายเราอยากจะให้เกิดการใช้ซิงเกิลวีซ่า หรือวีซ่าเดียวที่สามารถเดินทางเข้าออกได้ทุกประเทศในอาเซียน ลักษณะเดียวกับเชงเกนวีซ่าของยุโรป
ในเรื่องนี้ทางอินโดนีเซียได้นำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนไปแล้ว และที่ประชุมมีมติให้ทำการศึกษา ซึ่งคาดว่าจะได้ผลกลับมานำเสนอต่อที่ประชุมอีกครั้งในปีหน้า โดยการดำเนินการอาจจะไม่สามารถทำได้ในคราวเดียว ก็จะค่อยๆ ดำเนินการไปทีละขั้น อย่างเช่นในเวลานี้การเดินทางของคนภายในอาเซียนเองส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องใช้วีซ่าอยู่แล้ว ต่อไปอาจจะเริ่มในบางประเทศก่อน เช่น ไทยกับกัมพูชาที่มีโครงการนำร่องเรื่องซิงเกิลวีซ่า หรืออาจจะเริ่มต้นกับนักท่องเที่ยวเฉพาะบางกลุ่ม อย่างไรก็ดี การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่จะขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีด้านความมั่นคงหรือรัฐมนตรีมหาดไทย
ส่วนเรื่องที่สองจะเป็นความร่วมมือในการโปรโมตอาเซียนให้เป็นซิงเกิล เดสติเนชันด้านการท่องเที่ยว อย่างในเวลานี้ได้ริเริ่มโครงการท่องเที่ยวอาเซียนด้วยเรือสำราญ เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีพื้นที่เป็นน้ำมาก และมีหลายประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ การใช้เรือสำราญสามารถพานักท่องเที่ยวไปแวะเที่ยวตามท่าเรือของประเทศต่างๆ ได้ ลักษณะนี้เป็นต้น ซึ่งการวางกลยุทธ์เช่นนี้จะเป็นการเพิ่มความน่าดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในอาเซียน เป็นนโยบายที่เรากำลังดำเนินการอยู่
สำหรับภาคการท่องเที่ยวเมื่ออาเซียนรวมตัวกันเป็น AEC แล้ว คิดว่ามีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มอาเซียนประมาณ 82 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเติบโต 9.5% โดยในจำนวนนั้นเป็นการเดินทางท่องเที่ยวภายในอาเซียน 49% และ 75% เป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอาเซียน) ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตขึ้นและไม่เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนอย่างในยุโรป เพราะฉะนั้นแนวโน้มในอนาคตถือว่าเป็นบวก เชื่อว่าการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคอาเซียนจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการเติบโตโดยเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งถ้ามองในแง่ดีคาดหวังว่าการเติบโตจะใกล้เคียง 10% เพราะอย่างปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียก็สามารถเติบโตได้ถึง 11%
อย่างไรก็ดี เรื่องสำคัญที่ควรต้องพัฒนาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวในอาเซียนต่อไป คือเรื่องของการเชื่อมโยงและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งท่าอากาศยาน ท่าเรือ ถนน เป็นต้น การแก้ไขและปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ในอาเซียนได้มากขึ้น ช่วยสร้างพื้นที่ห่างไกลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้วย พร้อมจะดำเนินนโยบายร่วมกันเพื่อดึงจุดเด่นด้านความหลากหลายในแต่ละประเทศขึ้นมาเป็นจุดขาย เหมือนอย่างโครงการท่องเที่ยวตามรอยพระพุทธศาสนาที่ดำเนินการอยู่แล้วก็ได้เช่นกัน
++ สร้างเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในเวลานี้คือวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป แต่ดูแล้วการท่องเที่ยวในอาเซียนยังไม่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องน่าแปลกใจเสียด้วยซ้ำว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวอินบาวด์จากยุโรปยังมีการเติบโต อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปราะบางต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ ก็จริง แต่ก็มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อประสบปัญหาก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวสามารถช่วยสร้างให้เศรษฐกิจเติบโตและช่วยเรื่องการสร้างงาน ซึ่งในการประชุมผู้นำของกลุ่มประเทศจี 20 ที่ประเทศเม็กซิโกในระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายนนี้ จะเป็นครั้งแรกที่หัวข้อเรื่องการท่องเที่ยวถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ที่ประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวกลุ่มจี 20 ได้จัดทำปฏิญญาเพื่อนำเสนอต่อผู้นำประเทศเรียกร้องให้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากได้ทำการศึกษาพบว่าถ้าลดอุปสรรคด้านวีซ่าในกลุ่มประเทศจี 20 จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้ 112 ล้านคน สร้างงานเพิ่ม 5.1 ล้านตำแหน่ง และเพิ่มรายได้ 2.06 แสนล้านบาทภายในปี 2558 เราจะต้องแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านบวกในเชิงตัวเลข
เมื่อมองย้อนกลับมาในภูมิภาคอาเซียน นับว่าเราเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีแล้ว อาเซียนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีด้านนโยบายการท่องเที่ยวได้ในหลายๆ เรื่อง แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องพัฒนาและขั้นต่อไปจะต้องวางแผนแม่บท ดูว่าจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาให้ภูมิภาคอีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,746 7-9 มิถุนายน พ.ศ. 2555




