หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจโลก เวที WEF ชี้ในอาเซียนต้องแกร่ง

เวที WEF ชี้ในอาเซียนต้องแกร่ง

พิมพ์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 

altนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีอภิปรายเปิดการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกว่าด้วยเอเชียตะวันออก (World Economic Forum on East Asia) ที่จัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ "รูปแบบเอเชียตะวันออกสำหรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก" ว่า เอเชียตะวันออกที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการส่งออกมานานเกินไป การพัฒนาในด้านกำลังซื้อภายในประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างสมดุล ถ้าเป็นเมื่อก่อน คำว่า "การเติบโต" หรือ "การเติบโตอย่างยั่งยืน" คงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้น แต่ในเวลานี้คำว่า "สมดุล" น่าจะเป็นคำที่อยู่ในความสนใจมากกว่า 
alt "ทั่วโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความสมดุล การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะเป็นการพัฒนาตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง และช่วยเหลือประเทศตะวันตกด้วย จึงอยากให้ประเทศไทยหันมาสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นด้วยการเพิ่มกำลังซื้อ" นายกิตติรัตน์ กล่าว ส่วนในระดับอาเซียน นายกิตติรัตน์กล่าวว่า นโยบายที่ควรทำร่วมกัน คือ พัฒนาเรื่องการเชื่อมโยง เรื่องระบบโลจิสติกส์ เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำที่สุด ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างกัน 
 นายกิต้า วีร์จาวัน รัฐมนตรีพาณิชย์ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รูปแบบเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีความแตกต่างออกไป โดยไม่พึ่งพาการส่งออกมากเหมือนหลายประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ส่วนใหญ่ถึง 60% ขึ้นอยู่กับการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกคิดเป็นเพียง 26% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นเศรษฐกิจของประเทศจะให้ความสำคัญไปที่การเพิ่มคุณค่า ซึ่งที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบ (soft infrastructure) ที่อ่อนแอและล้าหลัง อย่างไรก็ดี เวลานี้อินโดนีเซียมีศักยภาพที่จะพัฒนาในส่วนดังกล่าว โดยจะเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา "เราต้องสร้างพื้นที่ด้านงบประมาณให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับประชาชน" นายวีร์จาวัน กล่าว
 เมื่อมองอาเซียนโดยรวม รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซียให้ความเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศมีความแข็งแกร่งขึ้นก็จะช่วยเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ส่วนเรื่องการเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียนนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงจะต้องดูในระดับประเทศด้วย ซึ่งอินโดนีเซียก็มีการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ  
 นายเอสวาร์ ปราสาด ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา มองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ต่อไปนี้สิ่งแวดล้อมภายนอกภูมิภาคจะมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาเซียนด้วย อาเซียนควรเพิ่มการรวมกลุ่มให้มากขึ้น แม้ว่าการเชื่อมโยงกับภายนอกภูมิภาคจะมีความเสี่ยงซึ่งจะต้องบริหารจัดการให้ดี แต่เชื่อว่าการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับภายนอกจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะปิดกั้นตนเองเพื่อหลีกหนีความเสี่ยง
 การรวมกลุ่มของเอเซียนจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มสมาชิก ขณะที่การเปิดรับเงินทุนไหลเข้า นอกจากจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินที่เข้ามาแล้ว สิ่งที่เข้ามากับทุนเหล่านั้นจะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับภูมิภาคอีกทอดหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันควรเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากผลกระทบจากภายนอก สิ่งที่สำคัญคือสร้างความสมดุลภายในประเทศ โดยปัญหาหลักที่ต้องแก้ไขคือเรื่องของคอร์รัปชันและความไม่เท่าเทียม "ควรเพิ่มการเชื่อมโยงให้มากขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ และต้องเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคนในระดับที่แตกต่างกันด้วย" นายปราสาด กล่าว
 ขณะที่นายปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียนสามารถฝ่าวิกฤติได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น อย่างไรก็ดีไม่คิดว่าจะมีภูมิคุ้มกันอยู่ได้ตลอดไปเพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภูมิภาคอื่นของโลก อย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ยังมีปัญหา เห็นได้จากการค้าโลกที่ปีนี้น่าจะเติบโตน้อยกว่า 4% ขณะที่อาเซียนคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปีก่อน ขณะเดียวกันความเสี่ยงหลักคือ การกีดกันทางการค้าที่มีเพิ่มมากขึ้นจนถึงในระดับที่น่าเป็นห่วง
 สำหรับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ประสบความสำเร็จแตกต่างกันไป โดยมี 3 ภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นบนเวทีโลก คือ อาเซียน อเมริกาใต้ และแอฟริกาตะวันออก ซึ่งการรวมตัวกันนับเป็นความได้เปรียบที่แข็งแกร่ง ยิ่งมีการรวมตัวกันอย่างสมเหตุสมผลและเป็นขั้นตอนจะยิ่งเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว
 ด้านนายเจอราร์ด เมสทราลเลต์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ จีดีเอฟ สวิซ บริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภคชั้นนำจากฝรั่งเศส เห็นพ้องว่าอาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของโลกได้ อย่างไรก็ตาม มีความท้าทาย 4 ประการที่อาเซียนจะต้องเผชิญ คือ 1. การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งการรวมกลุ่มกันในปี 2558 จะต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดของยุโรปและสหรัฐฯ 2. ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่อาเซียนจะต้องเข้ามามีบทบาทเพราะไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง 3. ด้านพลังงาน การเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (green economy) จะต้องไม่เปลี่ยนเร็วเกินไป และ 4. ด้านการพัฒนาเมือง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ หรือจาการ์ตา เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6  มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

Read : 9589 times

jL Poll Module1

ไฟดับมืดทั้งภาคใต้ควรแก้ปัญหาอย่างไรมากที่สุด



 

Poll (2)

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*