ยกตัวอย่างเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สถาบันการเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่ขยับตัวเองสู่ระดับโลกส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินของประเทศอื่นๆ ได้ผงาดขึ้นสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น เช่น จากบราซิล ชิลี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ตุรกี อินเดียและแอฟริกาใต้ โดยมีอันดับสถานะการดำเนินงานไต่อันดับดีขึ้นเรื่อยๆ
รายงานที่มีขึ้นภายใต้หัวข้อ Redefining the Emerging Market Opportunity: Driving Growth through Financial Services Innovation ชี้ว่า บทบาทของบริษัทที่ให้บริการทางด้านการเงินมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศทั่วโลก โดยปัจจัยหลักมาจากประเทศเหล่านี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตรารวดเร็วเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วที่ชะลอตัวลง ผลที่ตามมาก็คือ โอกาสใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสำหรับบริการใหม่ๆทางด้านการเงินสำหรับประชากรในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งกำลังขยับฐานะจากผู้มีรายได้ต่ำเป็นผู้มีรายได้ระดับกลางอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินของประเทศเหล่านี้ก็ได้เพิ่มบทบาท ขยับตัวเองสู่การแข่งขันในระดับโลกมากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้รายงานชี้ว่า สถาบันการเงินที่มีธุรกิจอยู่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากกิจกรรมการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศเหล่านี้ สถิติชี้ว่า ระหว่างปี 2549 - 2554 มูลค่าตลาดทุนรวมของประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศอุตสาหกรรมที่มีรายได้ประชาชาติสูง มูลค่าตลาดกลับลดลงในช่วงเวลาเดียวกันนั้น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายงานซึ่งจัดทำจากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นและการหารือระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ซึ่งครอบคลุมสถาบันการเงินในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว หน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ และนักวิชาการ ระบุว่า มีสองปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันการเงินมีโอกาสขยายธุรกิจในตลาดประเทศกำลังพัฒนา นั่นคือ การขยายตัวของสามธุรกิจบริการสำคัญ ได้แก่ บริการการเงินสำหรับผู้บริโภค บริการการเงินแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (เอสเอ็มอี) และการออกหุ้นกู้บริษัทเอกชน อีกปัจจัยสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จคือ การมีบริการและนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งมีให้เห็นเป็นตัวอย่างในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และบางส่วนของยุโรป รายงานดังกล่าวรวบรวม 33 กรณีศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่ประสบความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่เคยมีใครตอบสนองมาก่อน ขณะเดียวกันรายงานได้นำเสนอความท้าทายที่สถาบันการเงินในประเทศกำลังพัฒนายังจะต้องเผชิญในอนาคต
หลายประเทศประสบความสำเร็จด้วยการนำรูปแบบนวัตกรรมการเงินมาใช้ บ้างก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในท้องถิ่นต่างๆเพื่อตอบโจทย์ความต้องการอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น มีการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการใช้รูปแบบผนึกกำลังเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ยกตัวอย่าง สถาบันการเงินบางรายสามารถจัดหาเงินทุนป้อนให้กับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยใช้เวลาเพียง 10 นาทีผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากทางด้านเอกสาร และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เป็นต้น
นายจิอานคาร์โล บรูโน ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน ของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า รายงานฉบับนี้จะช่วยให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก และเป็นประสบการณ์จากหลายองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความตระหนักถึงโอกาสใหม่ๆในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ การออมทรัพย์ การประกัน สินเชื่อ และอื่นๆ มักเป็นบริการทางการเงินที่เข้าถึงผู้บริโภคที่มีรายได้สูงเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น โอกาสจึงยังมีอีกมากมายมหาศาลสำหรับตลาดมวลชนในวงกว้างซึ่งครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยและคนยากจน และโอกาสเหล่านี้ก็ยังไม่มีผู้เข้าถึงมากนัก รายงานยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่จะมีการขยายตัวได้อีกมากสำหรับบริการทางการเงินเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและบริการด้านหุ้นกู้ของเอกชน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555




