นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ได้ออกประกาศปรับลดราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)หน้าโรงกลั่นน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรมลง 2.24 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันอยู่ที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 27.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่คุ้มราคาไม่เกินต้นทุนแอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมัน
ทั้งนี้ เนื่องจากราคาแอลพีจีในตลาดโลกเฉลี่ยเดือนมิถุนายน 2555 ปรับลดลงมาอยู่ระดับ 714 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน หรือปรับลดลงมา 130 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 844 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ส่วนในเดือนหน้าจะมีการปรับตัวลดลงอีกหรือไม่คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
สำหรับการลดราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแอลพีจีในสต๊อกเดิมของผู้ประกอบการ เนื่องจากใช้กลไกเปลี่ยนแปลงการลดเก็บเงินแอลพีจีเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากเดิมที่เก็บอยู่ 11.215 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงเหลือ 9.12 บาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นปรับลดลงได้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมถูกปรับขึ้นราคาแอลพีจีไปแล้วถึง 12 บาทต่อกิโลกรัม จาก 18.13 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่กำหนดให้ขึ้นราคาไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2555 และมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 ให้อำนาจ สนพ.สามารถออกประกาศปรับลดราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมตามราคาหน้าโรงกลั่นได้ทันที เฉพาะกรณีที่ราคาต่ำกว่า 30.13 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากราคาตลาดโลกสูงกว่าที่ภาคอุตสาหกรรมจ่ายอยู่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม ให้ตรึงราคาไว้ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่หากจำเป็นต้องปรับขึ้นเกิน 30.13 บาทต่อกิโลกรัม จำเป็นต้องให้ กบง. เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจต่อไป
ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้เรียกเก็บเงินจากผู้ค้าน้ำมันเบนซินและดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม โดยเบนซินเรียกเก็บเพิ่มอีก 50 สตางค์ต่อลิตร และดีเซลเก็บ 30 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านบาทต่อวัน เป็น 80 ล้านบาทต่อวัน และทำให้สถานะกองทุนน้ำมันฯติดลบน้อยลงเหลือ 22,245 ล้านบาท จากเดิมติดลบ 22,672 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกปรับลดลงอีก 1.82 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 101.42 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555
อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมันเปลี่ยนแปลง แต่จะมีผลทำให้ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยค่าการตลาดน้ำมันเบนซิน 91 เฉลี่ยเหลือ 1.60 บาทต่อลิตร กลุ่มแก๊สโซฮอล์เฉลี่ย 1.50 บาทต่อลิตร ดีเซลเฉลี่ย 1.60 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 เฉลี่ย 4 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ การเรียกเก็บเงินกลุ่มเบนซินเข้ากองทุนน้ำมันจะมีผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ต่างกันมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซิน91 แพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กว่า 4 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันเบนซิน 91 แพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 กว่า 6 บาทต่อลิตร
"ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงและ กบง.ไม่เรียกเก็บเงินกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์เข้ากองทุนน้ำมันฯ จะมีผลให้ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ มีกำไรสูงขึ้นเกินกว่าค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.50 บาทต่อลิตร จึงได้ให้ สนพ.ไปเจรจาให้ผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาลงแก๊สโซฮอล์หน้าปั๊มลงประมาณ 40 สตางค์ต่อลิตร โดยคาดว่าจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555
นายคุรุจิต กล่าวอีกว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงอีกจะมีการเรียกประชุม กบง. เพื่อเก็บเงินผู้ค้าน้ำมันเบนซินและดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมอีก จากปัจจุบันกลุ่มเบนซินถูกเก็บรวมแล้ว 5 บาทต่อลิตร และดีเซล 1.20 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นจะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯหรือไม่ จากปัจจุบันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จัดเก็บอยู่ 2.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บอยู่ 60 สตางค์ต่อลิตร
ขณะที่นายชายน้อย เผื่อนโกสุม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์กรมหาชน) หรือ สบพน.กล่าวว่า กองทุนน้ำมันฯเตรียมกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่มอีกประมาณ 1,200 ล้านบาท รวมเป็นการกู้ทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท จากเดิมกู้อยู่ 8,800 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นไปตามกรอบวงเงินที่ กพช.อนุมัติให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 ล้านบาท โดยการกู้เงินเพิ่มดังกล่าวเพื่อนำมาชดเชยราคาแอลพีจีที่ค้างจ่าย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ในช่วงที่ผ่านมา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555




