ในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือพีดีพี ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 มีเป้าหมายที่จะให้การผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยปล่อยก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซด์ อยู่ในระดับไม่เกิน 0.386 กิโลกรัมคาร์บอนต่อหน่วย โดยได้มีการนำแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เข้าไปบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีถึง 9,415 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ลงได้ 76 ล้านตัน ใน
ปี 2564 ที่มีเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2,000เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,200 เมกะวัตต์ เป็นต้น และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเหลือแค่ 4,400เมกะวัตต์ จากเดิม 7,740 เมกะวัตต์ รวมถึงดำเนินงานภายใต้แผนอนุรักษ์ พลังงาน 20 ปี (2554-2573) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมจนถึงปี 2573 ได้ ประมาณ 976 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 48 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่กำลังมุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ออสเตรเลีย มีประชากรกว่า 20 ล้านคน แต่มีการบริโภคพลังงานสูงกว่าไทยถึง 4 เท่าตัว โดยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึง 80% ส่วนที่เหลือ เป็นก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุน เวียน เมื่อเทียบกับไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึง 70% ขณะที่ถ่านหินมีประมาณ 20% เท่านั้น
การพาสื่อมวลชนไปศึกษาดูงาน นำโดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อช่วงวันที่ 8-13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่า การที่ออสเตรเลียพึ่งพา ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงมากเวลานี้ ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 50% ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ ซึ่งจุดนี้เองทำให้รัฐบาออสเตรเลีย ได้ทุ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยด้านพลังงานทดแทนถึงปีละ 4,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อจะพัฒนา เทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ถึง 20% ภายในระยะเวลา 8 ปีข้างหน้า
++ พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ขาย
ขณะที่ CSIRO ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลออสเตรเลีย ตั้งขึ้นมาทำงาน วิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อรองรับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำนายว่าในปี 2593 หรืออีก 38 ปีข้างหน้า พลังงานที่ใช้ในออส
เตรเลีย จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการพัฒนาด้านการกักเก็บ และการ เปลี่ยนรูปพลังงานให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้นและมีราคาต่ำลงจะช่วยผลักดันให้เป้าหมายดังกล่าวสัมฤทธิผล
โดยเทคโนโลยีหนึ่งที่ยังอยู่ในขั้นวิจัยเวลานี้ จะเป็นการนำแสงอาทิตย์มารวมแสงแบบเข้มข้นสูงหรือ high con-centration เป็นการนำชุดกระจก 170 ชิ้น ทำการรวมแสงอาทิตย์เข้าสู่หอคอย โดยมีการนำอุณหภูมิที่สูงถึง 1,000 องศาเซลเซียสมาใช้ในการผลิต Solar Gas ที่เป็น การนำก๊าซธรรมชาติและน้ำมาผสมกันและทำการประจุพลังงานด้วยพลังงานแสง อาทิตย์ ทำให้ได้ก๊าซที่มีพลังงานสูงกว่าก๊าซธรรมชาติมากกว่า 25% ซึ่งถือเป็นการ กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในรูปก๊าซ ทำให้การจัดเก็บและขนส่งทำได้ง่ายขึ้น
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่า หากงานวิจัย นี้สำเร็จเท่ากับว่าทางออสเตรเลียสามารถ ส่งพลังงานแสงอาทิตย์ออกไปขายได้นั่น เอง เพราะสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้กับเครื่องยนต์ทั่วไป และใช้กับเครื่องยนต์กังหันก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากงานวิจัยนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1 เมกะวัตต์ ใช้เงินประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ อีกโครงการหนึ่งเป็นการ นำอากาศทั่วไปมาเพิ่มความดัน จากเครื่อง อัดอากาศ และนำอากาศที่มีความดันสูงมา เพิ่มอุณหภูมิ โดยใช้ระบบรวมแสงอาทิตย์ ที่อุณหภูมิ 900 องศาเซลเซียส และหลังจากนั้นนำอากาศอัดที่อุณหภูมิสูงนี้ไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 200กิโลวัตต์ ซึ่งข้อดีเป็นการนำอากาศที่มีอยู่แล้ว มาใช้โดยไม่ต้องขนส่งแต่อย่างใดใช้เงินทุนในการทดลองระบบนี้ประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
โดยนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่า การการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ทางบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างศึกษาที่จะนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าเช่นกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับก๊าซธรรมชาติในการเผาไหม้ แต่ขึ้น อยู่กับว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ และรัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างไร
++ วิจัยดักจับคาร์บอน
นอกจากนี้ จากการที่ออสเตรเลียมี ทรัพยากรถ่านหินค่อนข้างมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ศูนย์วิจัยแห่งนี้ ได้คิดค้นการนำถ่านหินมาใช้ในเครื่องยนต์ ดีเซล โดยมีการนำถ่านหินมาบดให้มีขนาด เล็กมากๆ และนำไปผสมน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยมีการเติมสารเติมแต่งเพื่อป้องกันการแยกชั้นของถ่านหินน้ำ หลังจากนั้นสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ หรือที่เรียกว่า Direction Injection Coal Engine
ที่สำคัญเทคโนโลยีที่ออสเตรเลียกำลังพัฒนาในปัจจุบันคือ IGCC หรือ Integrated Gasification Combined Cycle ซึ่งมีความเหมาะสมในด้านการใช้งานสำหรับประเทศออสเตรเลียในการผลิต กระแสไฟฟ้า ซึ่งมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหน่วย ที่ประสิทธิภาพการผลิต ไฟฟ้าประมาณ 30-35% หากมีการนำเทคโนโลยี IGCC มาใช้งาน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็น 45% และมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลงเหลือ 0.7 กิโลกรัมต่อหน่วย เท่านั้น
++ เลี้ยงสาหร่ายผลิตน้ำมัน
อย่างไรก็ตามการไปดูงานครั้งนี้ โครงการวิจัยหนึ่งที่มีความเป็นไปได้เร็ว สุด ที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยคงจะหนีไม่พ้นโครงการการวิจัยเพาะเลี้ยงสาหร่าย มาผลิตเป็นน้ำมัน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่เพื่อมาทดแทนน้ำมันดีเซลในระดับ 25 ล้านลิตรต่อวัน ภายในปี 2564 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี (2554-2564)
นายณัฐพล เดชวิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัท เอ็มบีดี เอ็นเนอยี่ฯ ที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า มาทำการวิจัยเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อผลิตเป็นน้ำมัน ชี้ให้เห็นว่า เวลานี้การผลิตน้ำมันจากสาหร่ายที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tarong ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐควีนส์แลนด์ประเทศออสเตรเลีย กำลังประสบความสำเร็จ ซึ่งจะสามารถสรุปสายพันธุ์สาหร่าย และเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตน้ำมันได้ภายในสิ้นปีนี้ และต้นปีหน้าจะเริ่มผลิตเป็นเชิงพาณิชย์ออกมา
สำหรับการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายจะต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดเลือกสายพันธุ์ การเลี้ยงสาหร่าย และการเก็บเกี่ยวและการสกัดน้ำมันออกมาจากสาหร่าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก และจำเป็นต้องใช้พลังงานให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด โดยทางเอ็มบีดีได้ศึกษาเทคโนโลยีที่จะสกัดน้ำมันมี 2 วิธี คือ การใช้แม่เหล็กดึงสาหร่ายขึ้นมาเพื่อแยกสาหร่ายออกจากน้ำแล้วจึงสกัดเป็นน้ำมันออกมา และวิธีการใช้ความร้อนเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของสาหร่ายให้เป็นน้ำมันเลย โดยคาดว่าภายในปีนี้จะได้ข้อสรุปว่าวิธีการใดที่จะทำให้ได้ปริมาณน้ำมันจากสาหร่ายมากที่สุด ซึ่งจากการจากวิจัยของเอ็มบีดีพบว่า สาหร่าย 2 ตน จะใช้ก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า 1 ตัน หากใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงสาหร่าย 400 ไร่ จะผลิตน้ำมันทดแทนดีเซลได้ ประมาณ 30,000 ลิตรต่อวัน
++ล็อกซเล่ย์เริ่มเดินเครื่อง ปีหน้า
โดยในส่วนของบมจ.ล็อกซเล่ย์ ที่ร่วมทุนกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้มีการร่วมมือกับทางเอ็มบีดีในด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา วิจัย คัดเลือกสายพันธุ์สาหร่ายที่มีอยู่ในประเทศ เพื่อคัดเลือกสาหร่ายสายพันธุ์ที่จะให้น้ำมันในปริมาณที่มากที่สุดเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสร้างบ่อเพาะเลี้ยงสาหร่ายอยู่บริเวณโรงไฟฟ้าราชบุรีจะเสร็จในอีก 3 เดือนข้างหน้า และคาดว่าต้นปีหน้าน่าจะเริ่มทำการสกัดน้ำมันได้ และคาดว่าภายในปี 2557 จะสามารถผลิตได้เชิงพาณิชย์ ต่อไป
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสรุปทิ้งท้ายว่า เทคโนโลยีต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนาของออสเตรเลียนี้ สามารถนำไปใช้กับประเทศไทยได้ เพราะมีนโยบายที่จะเดินหน้าไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเช่นกัน โดยเฉพาะการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง ที่จะต้องหันไปหาถ่านหินสะอาดและมีเทคโนโลยีในการดักจับมลพิษต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการพัฒนาพลังงานทดแทนกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะส่งเสริม รวมถึงเชื้อเพลิงใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันดีเซลให้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วย ซึ่งการมาดูงานครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,742 24-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




