เบตเตอร์-เจนโก้ ชี้สถานการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหนักข้อขึ้นทุกวัน ต้นเหตุค่ากำจัดสูง ชี้โทษปรับและเพิกถอนใบอนุญาต
ไม่แก้ปัญหา ประสานเสียงแก้กฎหมายเพิ่มโทษหนักเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ด้าน กรอ. ยันไม่เคยเพิกเฉยปัญหาลักลอบทิ้งตรวจเข้ม ล่าสุดแบล็กลิสต์บริษัทกำจัดกากของเสีย 14 ราย
นางทัศนีย์ ทองดี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและการตลาด บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากการบำบัดของเสียอย่างถูกต้องมีต้นทุนค่อนข้างสูง เช่น ของเสียประเภทกรด จะมีต้นทุนการบำบัดถึง 20,000-30,000 บาทต่อตัน แต่ถ้าหากเข้าสู่กระบวนการลักลอบทิ้งของเสียแล้ว อาจมีการเสนอราคาในการกำจัดเพียง 1,000-2,000 บาทต่อตันเท่านั้น ทำให้เกิดการลักลอบทิ้งค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นภาระของภาครัฐในการเก็บกู้ของเสียและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ซึ่งไม่มีงบประมาณรองรับในส่วนนี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ขอความร่วมมือมายังเบตเตอร์ ให้เข้าไปช่วยเหลือในการเก็บกู้ของเสียอยู่เป็นระยะ โดยปี 2554 ที่ผ่านมาประเมินว่ามีกากของเสียที่เบตเตอร์ เข้าไปช่วยเก็บกู้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัน และยังมีการลักลอบทิ้งกระจายในหลายพื้นที่ตามต่างจังหวัด แต่ละกรณีมีต้นทุนในการจัดการและฟื้นฟูเป็นเงินไม่ต่ำกว่าเลข 6-7 หลัก ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่
อย่างไรก็ตาม มองว่าการกำหนดโทษสำหรับผู้ลักลอบทิ้งกากของเสียยังอ่อนเกินไป โดยมีโทษเสียค่าปรับเพียง 200,000 บาทเท่านั้น ขณะที่การเพิกถอน ใบอนุญาตประกอบกิจการรับบำบัดของเสียประเภท 101, 105 และ 106 ซึ่งจะทำให้ผู้ทำธุรกิจบำบัดของเสียที่ลักลอบทิ้งกากไม่สามารถรับกากอุตสาหกรรมมาบำบัดได้ ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียลดลง จึงเสนอว่าควรมีการเพิ่มโทษปรับให้มากขึ้น และกำหนดให้การลักลอบทิ้งกากของเสียเป็นคดีอาญาเพื่อให้มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น รวมถึงผู้ลักลอบทิ้งต้องมีส่วนรับผิดชอบในการฟื้นฟูความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย นอกจากนี้ควรมีกองทุนสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะสนับสนุนงบประมาณในการเก็บกู้และฟื้นฟูความเสียหายจากการลักลอบทิ้งกากของ
เสียด้วย
ดร.สมยศ แสงสุวรรณ กรรมการบริหาร บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ กล่าวว่า การลักลอบทิ้งกากของเสียในปัจจุบันมีรูปแบบการดำเนินการทั้งผิดกฎหมายและทำให้ถูกกฎหมาย โดยใน กรณีที่มีความพยายามทำให้ถูกกฎหมาย นั้น ผู้กระทำความผิดจะมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตขนส่งครบ แต่ก็สามารถนำไปลักลอบทิ้งนอกเส้นทางได้ หรือบางรายรับน้ำเสียที่เป็นอันตราย (Hazardous Waste) แต่กลับแจ้งว่าไม่ใช่กากอันตราย หรือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตคัดแยกของเสีย แต่ไม่มีกระบวน การบำบัดกากอันตรายที่เหลือจากการคัดแยก เป็นต้น จะเห็นได้ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ แก้ไขได้ยาก ต้องมีกฎหมายที่เข้มข้นเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา พร้อมทั้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาตรวจสอบอย่างถอนรากถอนโคน
ในภาพรวมผู้ที่ต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหานี้คือ 1. ผู้ก่อกำเนิดกากของเสียที่ต้องร่วมรับโทษด้วยหากมีการกระทำความผิด 2. กรอ.ในฐานะผู้ออก ใบอนุญาตต้องติดตามตรวจสอบเข้มงวด และ 3. บริษัทผู้รับกำจัดกากของเสีย ต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้องและตรวจสอบการบำบัดได้
แหล่งข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ. ไม่ได้นิ่งนอนใจในการติดตามตรวจสอบและป้อง กันปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสีย โดยล่าสุดมีการขึ้นแบล็กลิสต์บริษัทผู้รับบำบัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งถือใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 101, 105 และ 106 รวม 14 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ห้ามรับกากอุตสาหกรรมเข้ามาบำบัด 100% จำนวน 8 ราย และห้ามรับกากอุตสาหกรรมเข้ามาบำบัดบางส่วน 5 ราย ซึ่งจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป
พร้อมกันนี้ยืนยันว่า กรอ. มีการวางระบบตรวจสอบไว้อย่างดีแล้ว โดยผู้ก่อกำเนิดกากคือ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีกากของเสียต้องรายงานต่อ กรอ. ว่ามีปริมาณกากเท่าไร จากนั้นต้องมีใบอนุญาตขนส่ง ขณะที่ผู้รับบำบัดกากของเสียก็จะต้องรายงานต่อกรมโรงงานฯด้วยว่ามีความสามารถในการจัดการของเสียได้ในปริมาณเท่าไร รวมถึงมียอดรับกากอุตสาหกรรมจากผู้ก่อกำเนิดกากของเสียเท่าไร หากตัวเลขไม่ตรงกันก็จะถูกตรวจสอบ และตอบคำถาม กรอ. ถึงกากของเสียที่หายไป
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีการลักลอบทิ้งน้ำเสียจากบริษัทรับกำจัดน้ำเสียด้วยระบบอาร์โอ (RO: Reverse Osmosis)นั้น กรอ. ได้สั่งให้บริษัทดังกล่าวระงับการรับกากของเสียแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าระบบอาร์โอดังกล่าวสามารถบำบัดน้ำเสีย ได้จริง และจากการตรวจสอบน้ำปนเปื้อน สารเคมีเบื้องต้นประเมินว่าบริษัทดังกล่าว อาจผิดจริง แต่ต้องตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัดก่อน และยืนยันว่า กรอ.ไม่มีการซื้อ ขายใบอนุญาตประกอบกิจการใดๆทั้งสิ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,742 24-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




