ในปัจจุบันความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจมีเพิ่มมากขึ้น จากหลากหลายปัจจัยทั้งในและนอก ประเทศ ซึ่งมีปัญหาไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยในส่วนของปัจจัยใน ประเทศเองนั้น
อัตราการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมาก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลายภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ขณะที่มาตรการกระตุ้นหรือให้ ความช่วยเหลือจากภาครัฐก็ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังเอาไว้
ขณะที่ในส่วนของปัจจัยจากต่างประเทศเองนั้น ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างชัดเจนทั้งในส่วนภาวะถดถอย ของเศรษฐกิจสหรัฐฯรวมถึงวิกฤตการณ์หนี้ของประเทศในกลุ่มยูโรโซน โดยเฉพาะที่ประเทศกรีซ ซึ่งมีระดับหนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงกว่า 130% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) อีกทั้งเมื่อผสมผสานกับการปกปิดสถานะหนี้ที่แท้จริงอัน ทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายจนทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทำ การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือกรีซลงต่อเนื่อง จนในที่สุดกรีซจำต้องขอรับความ ช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้พัฒนา การทางเศรษฐกิจของกรีซกระเตื้องขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของไทยอย่าง ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แม้ว่าในขณะนี้จะมีการกระจายสินค้าไปยังภูมิ ภาคต่างๆเพิ่มมากขึ้นก็ตาม
สศช.คงคาดการณ์จีดีพีปี 55
ในทุกไตรมาสที่ผ่านพ้นไปหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องในการดูแลเศรษฐกิจ ของประเทศจะมีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ออกมาระบุโดยคงคาดการณ์ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของไทยในปี 2555 ไว้ที่ 5.5-6.5% หลังจากประกาศจีดีพีช่วงไตรมาส 1/55 เติบโตได้ 0.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากเศรษฐกิจช่วงหลังน้ำท่วมฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตของเศรษฐ กิจในปีนี้ส่วนหนึ่งยังมีสาเหตุมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อน
"แม้ปีนี้ทางสภาพัฒน์จะคงเป้าจีดีพีไว้ที่ 5.5-6.5% ตามเดิม แต่การขยายตัวในระดับดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อน รัฐบาลจึงควรดูแลนโยบายการ เงินให้ดี เพราะหากมองว่าเป็นอัตราการขยายตัวในระดับสูงแล้วไปเพิ่มต้นทุนทาง การเงินให้ภาคเอกชน ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเพราะเศรษฐกิจไทยยังมีผลจากฐานในทางเศรษฐศาสตร์ (base effect) อยู่ ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินจะต้องดูแลให้ภาคเศรษฐกิจจริงเติบโตและฟื้นฟูได้ 100% ก่อน"
หากมองในความหมายที่มาพร้อมกับถ้อยคำของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสศช.แล้ว เสมือนว่าจะเป็นการ ส่งสัญญาณกระทุ้งไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับเรื่องของการปรับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ลดลง ถึงแม้ว่า จะออกมากล่าวปฏิเสธแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าไม่ได้ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย เพียงแต่ขอ ให้ดูแลเศรษฐกิจให้ฟื้นเข้าสู่ภาวะปกติได้เต็ม 100% เพราะปีที่ผ่านมาเกิดภาวะ ชะงักงันในช่วง 3 เดือนสุดท้าย
ขณะที่ใน เวลานี้อัตราการบริโภคก็เพิ่มขึ้นน้อยมาก ยังไม่อยู่ในระดับปกติเพราะฉะนั้นถ้าหากจะมองว่าเศรษฐกิจร้อนแรงก็คงจะไม่ถูกต้องนักดังนั้นต้องไปดูต้นทุนทางการเงินเพื่อใหภาคเอกชนของเราสามารถลงทุนได้ทั้งการปรับตัวและการเพิ่มขีดความสามารถในอนาคตทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่กับวิจารณ ญาณของผู้ดำเนินนโยบายการเงิน
ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อเชื่อว่าจะผ่อน คลายลงตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีสศช.จึงคาด การณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 3.5-4% แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อภาคการ เกษตร และความ ผันผวนของระบบการเงินโลกจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่จะทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้าย
ประมาณการจีดีพีโต 5-6%
ขณะที่อีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญอย่าง ธปท. โดยนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า ได้มีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 6% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.9% และ 5.7% ในเดือนกุมภาพันธ์และ มีนาคม ส่วนอัตราการขยายตัวในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5.8% หลังจากเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาฟื้นตัวได้เร็วกว่า ที่คาด โดยเฉพาะในส่วนของภาคการผลิต
ส่วนกระทรวงการคลังซึ่งเป็นไม้เบื่อ ไม้เมากับ ธปท. นั้นนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ยังคงเป้าภาวะเศรษฐกิจ ไทยปี 2555 โตที่ 5.5% หลังแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวมฟื้นตัวจากสถานการณ์ น้ำท่วมโดยเฉพาะภาคการบริโภคของเอก-ชนและการลงทุนทั้งของรัฐและเอกชนที่อยู่ในอัตราที่สูง
นักวิชาการชี้เป็นแค่ตัวเลขระยะสั้น
หากมองจากตัวเลขที่แต่ละองค์กรประกาศออกมาแล้ว ต้องถือว่าเป็นตัวเลข คาดการณ์จีดีพีที่ค่อนข้างสวยหรู แต่เมื่อฟังความคิดของ ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวผ่านทาง "ฐานเศรษฐกิจ" ในเรื่องดังกล่าวแล้วมีหลายคำพูดมีหลายความคิดเห็นที่ต้องรับฟังเช่นเดียวกัน เมื่อศ.ดร.ตีรณ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น ตัวเลขที่เกิดขึ้นเฉพาะปี ซึ่งมาจากฐานที่ต่ำ โดยเป็นเพียงตัวเลขระยะสั้นไม่ใช่แนวโน้มในระยะยาว ซึ่งในระยะยาวขณะนี้ของไทย ยังอยู่ที่ 4-5% ขณะที่ในปีที่ผ่านมานั้น ต่ำกว่า 4% เพราะฉะนั้นตัวเลขในปี 2555 จึงกระโดดสูงขึ้นจากฐานที่ต่ำดังกล่าวเพียงแต่ ในขณะนี้ตัวเลขของแต่ละองค์กรเป็นตัวเลข ระยะสั้นที่มาจากสมมติฐาน ซึ่งมองว่าไม่มี แรงกดดันจากราคาน้ำมันรวมถึงไม่ มีวิกฤต การณ์ภัยธรรมชาติโดยหากมองจากภาพรวมเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบก็คงจะเป็นไปในทิศทางที่มีการคาดการณ์กันไว้ในปีนี้
"ตัวเลขที่มีการคำนวณกันออกมาว่าจีดีพีจะเติบโต 5-6% เป็นตัวเลขที่ไม่ได้ ส่งสัญญาณในระยะยาวมากนัก แต่เป็นเพียงการส่งสัญญาณระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นเฉพาะปีเช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมาซึ่งตัวเลขต่ำกว่าที่คาดไว้มาก โดยมองว่าหาก ปีที่ผ่านมาไม่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นจีดีพีของ ปีนี้ก็น่าจะอยู่ประมาณ 4-5% เท่านั้น "
จีดีพีโตจากฐานที่ต่ำและการกระตุ้นศก.
ปีนี้เป็นปีเฉพาะคล้ายๆกับเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม จึงทำ ให้ในช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายของปีฐานตัวเลขต่ำมาก โดยเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วง ต้นปี 2555 เพราะฉะนั้นตัวเลขที่เห็นกันในปีนี้จึงมีผลมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่1 ฐานตัวเลขในปีที่ผ่านมาต่ำมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง หรือไตรมาสสุดท้ายของปี ดังนั้นการขยับทิศทางในเชิงตัวเลขจึงน่าจะดีขึ้นกว่าช่วงปลายปี ซึ่งต้อง ยอม รับว่าเป็นเรื่องของตัวเลขเฉพาะไตรมาส โดยในส่วนขององค์ประกอบดังกล่าว นั้น ทำให้มีผลต่อตัวเลขที่คำนวณได้ ส่วนที่ 2 เป็นผลมาจากการก่อหนี้มากขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลที่เปิดให้มีการเกินดุลงบประมาณ และการก่อหนี้สา-ธารณะเพิ่มในส่วนของโครงการ 350,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคงได้มีการใช้งบไปแล้ว จำนวนหนึ่ง และเชื่อว่าตลอดทั้งปีจะมีการ ใช้ในจำนวนที่มากพอสมควร โดยปัจจัยดังกล่าวก็จะมีส่วนทำให้ตัวเลขของปีนี้มีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉพาะปีนี้ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากสถานการณ์วิกฤติรอบ 2 ของบางประเทศในยุโรป โดยเป็นปัจจัยที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางด้าน ของราคาน้ำมันอาจจะมีผลดีหากมีการ ปรับตัวลดลงโดยจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด ของไทยดีขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ตัวเลข ของการคำนวณจีดีพีดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเศรษฐกิจทางด้านการส่งออกก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยตัวเลขการส่งออกนั้นจะไม่เหมือนกับตัวเลขทางด้านอื่นหรือจะกล่าวก็คือในส่วน ของการนำเข้าอาจจะชะลอตัวลงซึ่งส่งผลช่วยให้จีดีพีดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง แต่ในส่วนของการส่งออกจะเป็นปัจจัย ที่ทำให้เศรษฐกิจยังมีปัญหาอยู่ ดังนั้นจึงต้องติดตามกันต่อไปว่าวิกฤติรอบ 2 ในยุโรปจะสร้างผลกระทบมายังประเทศแถบ เอเชียเร็วหรือช้ามากน้อยแค่ไหน
โดยสรุปแล้วอัตราการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยในปี 2555 ที่ตั้งไว้ที่ 5.5-6.5% นั้นจะเป็นของจริงหรือมันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา คงต้องจับตาดูการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี 2555 ว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,742 24-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




