กรีซมีปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมากถึงประมาณ 160% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จนกระทั่งไตรภาคี (Troika) ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุโรป (นำโดยเยอรมนี) ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ให้เงินกู้ 130,000 ล้านยูโร และดำเนินการปรับลดหนี้ (ของเจ้าหนี้ภาคเอกชน) ลงกว่า 100,000 ล้านยูโรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทว่าสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากการหดตัวของเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ทำให้รายรับภาษีลดลง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงลดลงเพียงเล็กน้อย จากการคาดการณ์ของ IMF หนี้สาธารณะต่อ GDP ของกรีซจะอยู่ที่ประมาณ 153% ในปี 2555 ซึ่งก็ยังเป็นระดับที่สูง แม้ว่าจะลดมากกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ที่ 198.2% ในกรณีที่ไม่ได้ลดมูลหนี้ก็ตาม
การเมืองของกรีซ ยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะทำให้กรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมาของกรีซมีผลตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดก็คือ ไม่มีพรรคเสียงข้างมากในสภา พรรคร่วมรัฐบาลเดิมคือ พรรค New Democracy และพรรค Pasok ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรคฝ่ายค้านเดิมคือ พรรค Syriza ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน จนในที่สุดก็ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการและจัดให้มีวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มิถุนายน ที่จะถึงนี้
ปัญหาสำคัญของกรีซคือ แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่ากรีซจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ของตนเองอย่างชัดเจน ทว่า กลับมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจาก Troika มีเงื่อนไขที่จะให้เงินกู้งวดต่อไปแก่กรีซว่า รัฐบาลจะต้องออกกฎหมายผ่านรัฐสภาว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณลงอีก 11,500 ล้านยูโรในปีงบประมาณ 2556 และ 2557
สำหรับผมแล้วโอกาสที่รัฐสภาจะผ่านกฎหมายลดการขาดดุลดังกล่าวแทบจะไม่มีเลย นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ตรงกันเกือบทั้งหมดว่า ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่จะลงเอยคล้ายกับวันที่ 6 พฤษภาคม คือไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก และพรรครัฐบาลเดิมจะมีเสียงไม่พอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนพรรคฝ่ายค้านจะมีเสียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะส่งผล คือ 1) ยังไม่สามารถทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือ 2) พรรคฝ่ายค้านเดิม (ที่ไม่ยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นรูปแบบใด ก็จะไม่ทำให้กรีซสามารถลดการขาดดุลงบประมาณได้ตามที่ตกลงไว้ และ Troika มีแนวโน้มสูงว่าจะไม่ปล่อยเงินกู้งวดต่อไปให้กรีซ ซึ่งจะทำให้กรีซไม่สามารถชำระหนี้งวดต่อไปได้ โดยระหว่างเดือนมิถุนายน - สิงหาคมนี้ กรีซมีหนี้ที่ต้องชำระรวมกันประมาณ 9,400 ล้านยูโร ถ้าไม่ได้เงินกู้มาทันเวลาก็จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ ดังนั้น มีโอกาสที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ นอกจาก Troika จะมีมาตรการใหม่ออกมา
คำถามต่อไปคือ ถ้ามีการผิดนัดชำระหนี้จริง กรีซจะออกจาก Euro Zone หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้มีบทบาททางการเงินและเศรษฐกิจของยุโรปต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ทว่าปัจจุบันผู้เกี่ยวข้องหลายคนซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีคลังของเยอรมนี และผู้บริหารระดับสูงของ ECB ได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อสาธารณชน ขณะเดียวกันรัฐบาลบางประเทศ เช่น อังกฤษ ก็ได้ทำการศึกษาผลกระทบเมื่อกรีซออกจาก Euro Zone แล้วแม้กระทั่ง ECB เอง ยังยกเลิกการปล่อยเงินกู้แก่ธนาคารของกรีซหลายแห่ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากว่ากรีซจะออกจาก Euro Zone และเริ่มมีการถอนเงินจากธนาคารกรีซ โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปริมาณเงินฝากของธนาคารกรีซทั้งหมดลดลงถึง 12,000 ล้านยูโรหรือ 5% จากสิ้นปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่ 1 สัปดาห์หลังจากการเลือกตั้ง มีการถอนเงินออกจากธนาคารกรีซรวมกันสูงถึง 3,000 ล้านยูโร โดยเฉพาะในวันที่ 14 พฤษภาคม วันเดียวมีการถอนเงินถึง 700 ล้านยูโร
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ การออกจาก Euro Zone ของกรีซยังไม่ชัดเจน เพราะตามธรรมนูญ (Charter) ของ Euro Zone กำหนดเพียงว่า ประเทศสมาชิกสามารถถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกได้โดยสมัครใจ แต่ธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ได้ให้อำนาจว่า ประเทศสมาชิกใดๆสามารถขับประเทศสมาชิกอื่นออกจากความเป็นภาคีสมาชิกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการผิดนัดชำระหนี้จริง กรีซคงอยู่ใน Euro Zone ได้ยาก และถ้ากรีซจะออกจากกลุ่มประเทศใช้เงิน Euro ก็จะมีผลกระทบต่อกรีซ และ Euro Zone อย่างมาก ซึ่งครั้งหน้าผมจะเขียนถึงเรื่องนี้ต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,742 24-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




