มาร์ติน ซอร์เรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดับเบิลยูพีพีฯ เอเยนซีโฆษณารายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวถึงเฟซบุ๊กในฐานะสื่อสำหรับโฆษณาว่ามีศักยภาพมาก แต่ขณะเดียวกันการแสดงผลลัพธ์ของการสร้างแบรนด์โดยอาศัยเฟซบุ๊กเป็นสื่อกลางนั้นจะต้องใช้เวลาอีกมาก ข่าวการถอนโฆษณาของบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์สฯ หรือจีเอ็ม ออกจากเฟซบุ๊กก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกอย่างเฟซบุ๊กมีประสิทธิภาพกว่าสื่อรูปแบบเดิมจริงหรือไม่
จีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้โฆษณารายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐฯ รองจากพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) และเอทีแอนด์ที กล่าวเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีแผนจะเลิกจ่ายเงินเพื่อโฆษณาบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก หลังจากพิจารณาแล้วว่าการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวมีผลน้อยต่อการตัดสินใจซื้อรถของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี จีเอ็มจะประชาสัมพันธ์สินค้าของตนเองบนเฟซบุ๊กผ่านเฟซบุ๊กเพจที่เปิดขึ้นได้ฟรีต่อไป
แหล่งข่าวในบริษัทกล่าวว่า จีเอ็มใช้เงินไปกับการโฆษณาบนเฟซบุ๊กเมื่อปีก่อนเพียงประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 310 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดจากค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาตลอดปี 2554 ของจีเอ็มที่คิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2554 ของเฟซบุ๊ก โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากโฆษณา อย่างไรก็ดี ในไตรมาสแรกของปี 2555 เฟซบุ๊กรายงานรายได้จากโฆษณาลดลง 7.5% จากไตรมาสก่อน เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี
คริส ซีเดอร์เกรน ประธานบริษัท ไอซีโอโลจีฯ บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยธุรกิจรถยนต์ กล่าวว่าโซเชียลมีเดียยังไม่ได้รับการทดสอบนานเพียงพอในฐานะเครื่องมือโฆษณา "มันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทต่างๆ หลงใหลไปกับจำนวนผู้คนที่อยู่บนโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาไม่รู้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงๆ ต่อการเสริมสร้างความรับรู้และกระตุ้นยอดขายเป็นอย่างไร"
ด้าน รัส แลงก์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาด ซีเอ็มจี พาร์ทเนอร์ส ให้ความเห็นว่าสำหรับจีเอ็ม การโฆษณาบนเฟซบุ๊กเปรียบเสมือนการเอาโปสเตอร์มาติดบนกำแพงโรงเรียน "ใครจะหยุดดูโปสเตอร์โฆษณาเวลาที่กำลังจับกลุ่มคุยกัน" แลงก์ตั้งคำถาม พร้อมกับกล่าวว่า เมื่อหลายบริษัทตั้งงบการตลาดในเดือนสิงหาคมและกันยายน จะมีการทบทวนถึงประสิทธิภาพในการใช้เฟซบุ๊กเป็นสื่อโฆษณา
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาจำนวนหนึ่งไม่คิดว่าจะมีหลายบริษัทที่เดินตามรอยจีเอ็ม แบรนด์ใหญ่ๆ อาทิ ไนกี้ นอร์ดสตอร์ม วอล-มาร์ต และฟอร์ด ต่างกล่าวว่าจะลงโฆษณาบนเว็บไซต์เฟซบุ๊กต่อไป เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการตลาดของ เกีย มอเตอร์ส คอร์ป ในสหรัฐฯ ตั้งคำถามถึงคุณค่าของโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยกล่าวว่าไม่มีความชัดเจนว่าโฆษณาที่ต้องจ่ายเงินบนเฟซบุ๊กนั้นช่วยยอดขายรถอย่างไร แต่เกียก็กล่าวว่ามีแผนจะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาบนเฟซบุ๊กขึ้นในปีนี้
ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า เฟซบุ๊กจะต้องรุกหนักขึ้นในการอธิบายกับเจ้าของสินค้าว่าพวกเขาจะผนวกเว็บไซต์เฟซบุ๊กเข้าไปในแคมเปญการตลาดของตนเองได้อย่างมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ซึ่งจนถึงขณะนี้ ซอร์เรลมองว่าเฟซบุ๊กประสบความสำเร็จอย่างจำกัดในการพิสูจน์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในฐานะสื่อโฆษณา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,741 20-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




