นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในรูปของการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อพัฒนาเครื่องจักรและฝีมือแรงงาน รวมถึงยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่เป็นเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ และกำหนดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถนำส่วนต่างของค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า ในมุมมองของภาคเอกชนเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดีแต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการทั้งระบบ และยังไม่แน่ใจว่ามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนั้น ในทางปฏิบัติจะปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีที่มีปัญหาได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาภาครัฐต้องมองทั้งระบบ และอย่าคิดเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีเท่านั้น เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมรายใหญ่ก็เริ่มเห็นผลกระทบแล้ว และมีโอกาสที่จะลดกำลังการผลิต ปิดไลน์ผลิตบางส่วน หรือล้มได้ ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ทั้งรัฐและเอกชนต่างก็ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปได้ด้วยดี ดังนั้นสิ่งที่เอกชนเสนอ รัฐควรต้องรับฟังบ้าง เวลาที่รัฐบาลทำก็ไม่เคยถามเอกชน เมื่อเกิดปัญหา ภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะ รัฐบาลก็ไม่เคยฟัง
นายสมมาตร กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับการลดผลกระทบค่าแรง 300 บาทต่อวันไปยังกระทรวงแรงงานและรัฐบาล แต่ก็ไม่มีการตอบรับ โดยประเด็นหลักที่นำเสนอ ได้แก่ ขอให้พิจารณาชะลอระยะเวลาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปอีก 2-3 ปี พิจารณาการยกเว้นการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าวกรณีว่างงานหรือชราภาพ ซึ่งต้องส่งเงินสมทบอยู่ 3.5% ปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีโรงเรือนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และปรับลดภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปัจจุบันรัฐยังไม่ได้มีมาตรการลดภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มที่มีรายได้ 1 แสน - 1 ล้านบาท เสียภาษี 15% กลุ่มที่มีรายได้ 1-3 ล้านบาท เสียภาษี 25% ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ปรับลดจาก 30% เป็น 23% แล้ว ทั้งนี้ ส.อ.ท. จะยังคงเดินหน้าเสนอข้อเสนอดังกล่าวไปยังรัฐบาลต่อไปผ่านเวทีสัมมนาต่างๆ รวมถึงการสัมมนาผลกระทบจากค่าแรง 300 บาทที่กระทรวงแรงงานจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ส.อ.ท. จะมีการติดตามและสำรวจผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนนับจากเดือนเมษายน 2555 เพื่อนำมาสรุปเป็นข้อมูลให้รัฐบาลเห็นภาพชัดเจนว่านโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอย่างไร และหวังว่ารัฐบาลจะนำไปใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจชะลอการขึ้นค่าแรงรอบที่ 2 ในวันที่ 1 มกราคม 2556
เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ในขณะนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการโดยรวมนั้น ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการทางการเงินเข้ามาช่วยเหลือ โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.5% ลงมาอยู่ที่ 1-1.5% เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 3% ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้ในภาพรวม
อีกประการหนึ่ง ภาครัฐควรมีการชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟที หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อนุมัติให้ปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) รอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2555 อีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8% และเป็นภาระต่อผู้ประกอบการอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทุกด้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,735
29 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




