หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home เศรษฐกิจโลก คอลัมน์ : มองอินเดีย ใหม่ เครือโรงแรมไทยรุดหน้าบุกตลาด hospitality

เครือโรงแรมไทยรุดหน้าบุกตลาด hospitality

พิมพ์
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 

altไม่ว่าใครที่มาอินเดีย ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้องพักที่นี่ราคาแพง เปรียบได้กับนิวยอร์ก หรือลอนดอน คนที่เข้าใจว่าอะไรๆ ในอินเดียถูกไปซะหมด ก็คงผิดหวังไปตามๆ กัน

ราคาห้องพักในอินเดียที่สูงกว่าบ้านเราหลายเท่า เกิดจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน นั่นคือ อุปสงค์มากกว่าอุปทาน

กระทรวงท่องเที่ยวอินเดียได้จ้างบริษัท HVS India บริษัทที่ปรึกษาของอุตสาหกรรมบริการ และ World Travel and Tourism Council (WTTC) ร่วมกันทำการวิจัยเรื่องอนาคตของธุรกิจโรงแรมในอินเดีย ซึ่งมีผลออกมาในรูปแบบสมุดปกขาวที่มีข้อสรุปว่า อินเดียต้องสร้างห้องพักเพิ่มขึ้น 180,000 ห้อง ใช้เงินลงทุนกว่า 25,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  และต้องจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 211,000 คน เพื่อที่จะสามารถรองรับจำนวนนักเดินทางทั้งภายในอินเดียและระหว่างประเทศ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจาก 810 ล้านคนในปัจจุบัน ถึง 1,747 ล้านคนภายในปี ค.ศ. 2021

เป็นที่น่าภูมิใจที่เครือโรงแรมของไทยได้นำหน้าเทรนด์นี้และเข้ามาบุกเบิกตลาดการท่องเที่ยวและบริการบ้างแล้ว แม้ว่าการสร้างโรงแรมในอินเดียเป็นเรื่องที่มีความท้าทายสูงสำหรับคนอินเดียเองก็ตาม เนื่องจากกฎระเบียบที่ไม่อำนวยการลงทุน ราคาที่ดินที่แพงมหาศาล การขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญและประสิทธิภาพ สาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สาขาการบริการโรงแรมในอินเดียเติบโตไปได้ช้า

นักธุรกิจไทยที่เข้ามารายแรกๆ คือเครือเซนทารา ซึ่งได้เปิดรีสอร์ตบูติกที่ใช้ชื่อว่า Moksha Himalaya Spa Resort ที่เมือง Parwanoo รัฐหิมาจัลประเทศ ในหุบเขาหิมาลัย เน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและสุขภาพ นอกจากนี้ เครือเซนทารามีแผนจับมือกับกลุ่ม Acron ดีเวลอปเปอร์เชื้อสายอินเดีย เปิดสปาไทยในแฟรนไชส์ Spa Cenravee และร้านอาหารไทยและเอเชียฟิวชั่นอีก 3 ร้านในนาม Chili-Hip, Vibes, และ Zing ที่รีสอร์ตหรูในเมือง Candolim เมืองชายทะเลชื่อดังของรัฐกัว

ล่าสุด เลอบัว (Lebua) โรงแรมห้าดาวภายใต้บริษัท Challenge Group ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลบัวเลิศ ได้เปิดตัวโรงแรมเลอบัวเดลี (Lebua Delhi) อย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบัน Lebua Delhi เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่ม มี 400 ห้อง ใช้เงินลงทุนหลักพันล้านซื้อกิจการโรงแรมหนึ่งและปรับปรุงสถานที่ใหม่ Lebua Delhi ตั้งอยู่แถว Dwarka ซึ่งเป็นทำเลใกล้ท่าอากาศยานอินทิราคานธี ใช้เวลาเดินทางเพียง 20 นาที
อยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงนิวเดลี กลุ่มผู้บริหารตั้งเป้าหมายเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ศกนี้

และที่เป็นข่าวฮือฮาของวงการ fine dining ของอินเดีย คือ Lebua Delhi ประกาศตัวเปิดภัตตาคารอินเดียที่แพงที่สุดในโลก หัวละ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ CEO ชาวอินเดียของเลอบัว          นาย Deepak Ohri ให้สัมภาษณ์ว่า ร้านอาหารอินเดียดังกล่าวจะได้เชฟระดับสามดาวมิชลินมาเขียนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน นอกจากนี้ นาย Ohri จะนำ Sirocco บาร์ชื่อดังบนดาดฟ้าของตึก State Tower ในกรุงเทพฯ มาเปิดสาขาที่เดลีด้วย งานนี้ขาเที่ยวคงต้องลองไปดูว่า Sirocco II จะเทียบเท่าต้นตำรับได้มากน้อยเพียงใด

เลอบัวมีแผนจะขยายสาขาไปยังรัฐกัว สถานที่พักตากอากาศบนชายฝั่งทะเลอาระเบีย คาดว่า โครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมปีหน้า (2556) จะมีห้องพัก 14 ห้องและมีวิลล่า 40 หลัง อีกทั้งกำลังสำรวจทำเลที่เมืองโคชินในรัฐเกรละทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย

เครือโรงแรมเก่าแก่ของไทยอย่างดุสิตก็ไม่ตกขบวนรถไฟ เห็นโอกาสทองในอุตสาหกรรม hospitality ของอินเดียเช่นกัน ใช้ยุทธศาสตร์นำเอกลักษณ์เฉพาะของการบริการในแบบฉบับไทย รวมทั้งสถาปัตยกรรมไทยโมเดิร์นและอินเดียประยุกต์ ดีไซน์โดยบริษัท Bunnag Architect ของไทย มาสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าชาวอินเดียและนานาชาติ เน้นการสร้างบรรยากาศรื่นรมย์และสงบนิ่ง เปรียบเสมือนโอเอซิสท่ามกลางความวุ่นวาย ให้แขกได้พักผ่อน ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มที่ก่อนต้องกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวัน

โรงแรม (Dusit Devarana New Delhi) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัท Dusit International และบริษัท Bird Group ของอินเดีย ซึ่งมีธุรกิจที่เน้นการบริการด้านการท่องเที่ยวและการบิน    จึงไม่น่าแปลกใจว่า พร็อพเพอร์ตี้แรกของดุสิตในอินเดียตั้งอยู่ใกล้สนามบินทั้งในและระหว่างประเทศของกรุงนิวเดลี โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 10 นาที ก็จะถึงโรงแรม ผู้สร้างหวังว่าจะสามารถเปิดประตูต้อนรับลูกค้าได้ในเดือนกันยายนปีนี้ และอีกไม่นาน เครือดุสิตยังเล็งที่จะขยายกิจการไปเมืองชัยปุระและเมืองฤาษีเกษด้วย

เห็นได้ว่า นักธุรกิจไทยได้เข้ามาทำกิจการทั้งในแบบเป็นเจ้าของเองร้อยเปอร์เซ็นต์และการมีหุ้นส่วนในพื้นที่ ในทั้งสองกรณี การลงทุนในระดับนี้จะต้องพึ่งพาคนท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะบริษัทอินเดียที่มีชื่อเสียงนั้น ต่างมีเครือข่ายรู้จักกับผู้มีอำนาจตัดสินใจในภาครัฐ
ซึ่งสำคัญยิ่งสำหรับการฝ่าฟันเทปสีแดงอันโด่งดังของราชการอินเดียไปได้

โดยที่กฎระเบียบอินเดียปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนสร้างโรงแรม บริษัทที่ปรึกษา HVS India และ WTTC ได้แนะนำมาตรการที่จะช่วยปลดล็อกและสนับสนุนธุรกิจในสาขาดังกล่าว อาทิ การยกระดับให้ธุรกิจ hospitality มีสิทธิเทียบเท่ากับโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ    การจัดตั้งหน่วยราชการหน่วยเดียวที่มีอำนาจเคลียร์การขอใบอนุญาตทั้งหมดในการสร้างโรงแรม การปรับระบบภาษีบริการให้เป็นเอกภาพมากขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนกฎวีซ่าท่องเที่ยวอันเข้มงวด ให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้า-ออกอินเดียได้โดยไม่ต้องทิ้งช่วงถึง 60 วัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวมิใช่กระทรวงการท่องเที่ยวอินเดีย แต่เป็นกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลัง ซึ่งมิได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องดังกล่าวมากนัก ความเปลี่ยนแปลงน่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก และธุรกิจ hospitality ก็คงต้องเผชิญกับอุปสรรคที่กล่าวถึงต่อไป

ความพยายามและความอดทนของเอกชนไทยที่กล้าเข้าตลาดอินเดียนั้น เป็นที่น่าชื่นชมและน่านับถือจริงๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,731   15-18  เมษายน พ.ศ. 2555

 

Read : 3139 times

jL Poll Module1

ไฟดับมืดทั้งภาคใต้ควรแก้ปัญหาอย่างไรมากที่สุด



 

Poll (2)

สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีQ1ต่ำกว่าประมาณการมาก ท่านเชื่อถือหรือไม่
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*