วิกฤติเศรษฐกิจโลกแผลงฤทธิ์ สองบริษัทยักษ์ส่งออกยางพารา ยอมรับได้รับผลกระทบ "ไทยรับเบอร์"ครวญไตรมาสแรกขาดทุนกว่า 25 ล้านบาท ขณะที่ไทยฮั้วยางพาราลดเป้ายอดขายทั้งปีเหลือ 4.8 หมื่นล้าน จากเป้า 5 หมื่นล้าน
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าตั้งแต่ปลายปี 2554 ต่อเนื่องต้นปี 2555 เป็นช่วงที่ไม่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมยางพารา เนื่องจากผู้ใช้มีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ประกอบกับนโยบายการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและยอดขายรถยนต์ที่ลดลงในสาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย ทำให้การบริโภคยางพาราอยู่ในระดับต่ำ ความต้องการใช้ยางพารามีน้อยลง ส่งผลให้ราคายางพาราลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความต้องการใช้ยางของโลกที่ลดลง ไม่เพียงกระทบถึงราคายางพาราที่ชาวสวนขายได้เท่านั้น ซึ่งในขณะนี้อยู่ระดับต่ำกว่ากก.ละ 100 บาท ผู้ส่งออกยางได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะโดยปกติผู้ส่งออกต้องมียางจำนวนหนึ่งเก็บสต๊อกไว้ เมื่อสถานการณ์ราคายางตกต่ำลง ขณะที่จำนวนยางที่สต๊อกไว้มีต้นทุนที่สูงจึงประสบปัญหาขาดทุน โดยผลประกอบการของบมจ.ไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์คอร์ปอเรชั่น ไตรมาสแรก ปี 2555 มีผลขาดทุนสุทธิ 25.62 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 255.02 ล้านบาท ลดลง 280.64 ล้านบาท หรือลดลงมากกว่า 20%
นายหลักชัย กิตติพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) (บมจ.) กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤติสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย และจีน ส่งผลให้ราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และมองว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ยาก ประกอบกับยางพาราเป็นสินค้าคอมมอดิตี ผูกติดอยู่กับราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก ในเบื้องต้นบริษัทได้ปรับเป้าหมายยอดขาย จากต้นปี 2555 ตั้งเป้าไว้ที่ 50,000 ล้านบาท ได้ปรับลดลงเหลือ 48,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ผลประกอบการอยู่ที่ 42,000 ล้านบาท
ด้านนายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า ราคายางพาราที่ตกต่ำในขณะนี้เกิดมาจากหลายปัจจัยผสมโรง โดยปัจจัยหลักๆ เกิดมาจากภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยุโรป รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจของจีนก็ทรงอยู่ ทำให้ขาดกำลังซื้อทั้งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตมาจากยางพารา ที่สำคัญไทยส่งออกยางพาราในรูปแบบของวัตถุดิบกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ขณะนี้ สกย.กำลังดำเนินโครงการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยาง จากเดิมที่ชาวสวนยางพารานำผลผลิตไปขายให้แก่พ่อค้าในรูปแบบของน้ำยางสด ยางก้อนก้นถ้วย โดยให้เกษตรกรหันมาแปรรูปเบื้องต้นได้ อย่างน้อยจะลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลางที่มีการกดราคา และนำน้ำยางเหล่านี้ไปแปรรูป เพื่อกำไรอีกทอดหนึ่ง หากเกษตรกรสามารถทำเองได้ ผลผลิตยางของเกษตรกรเพิ่มมูลค่าได้ระดับหนึ่ง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752 28-30 มิถุนายน พ.ศ. 2555



