นายจีระพันธ์ อัศวธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการเปิดเสรีภาคธุรกิจประกันภัย ภายใต้การเปิดเสรีเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ในปี2558 ว่า ทางสมาคมได้ประเมินแล้วว่า หากเปิดเสรีด้านประกันภัยขึ้นจริงในอีก3ปีข้างหน้า ธุรกิจประกันไทยจะต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน แต่การที่ได้ขยายเวลาการเปิดเสรีออกไปในปี 2563 น่าจะทำให้มีเวลาปรับตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตามที่ประเมินว่าไทยจะเสียเปรียบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดประสิทธิภาพ หากเป็นเพราะหลายประเทศที่มีจุดแข็งด้านประกัน โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์จะเข้ามาเจาะตลาดในประเทศไทยแทน
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบตลาดของไทยกับหลายประเทศ ไทยถือเป็นตลาดที่ต่างชาติต้องการเนื่องจากยังมีโอกาสเติบโต ดูจากอัตราการถือครองกรมธรรม์ต่อหัวยังต่ำ คือ 20% ต้นๆรวมถึงไทยยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในอัตราที่สูงมาก คือ มีอัตราการเติบโตประกันภัย 15% และประกันชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 %
นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางสมาคมประกันวินาศภัยอยู่ระหว่างตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงเรื่องกฎระเบียบและกฎหมายด้านการประกันภัยของไทย เช่นเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่มองเห็นภาพการทำธุรกิจประกันภัยของไทยในอนาคตว่าจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น และสิ่งที่จะมาตอบโจทย์ได้คือ การปรับข้อกฎหมายให้มีความทันสมัย ขณะเดียวกันต้องพร้อมเปิดกว้างและต้องปกป้องบริษัทภายในให้สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระเบียบการรายงานผลข้อมูลเชิงนิติบุคคลจะมีผลต่อต้นทุนของบริษัทประกันภัยมากกว่า ดังนั้นหากเปรียบเทียบแล้วต้นทุนของบริษัทประกันภัยของไทยก็ยังถือว่าสูงกว่าหลายประเทศ
นายจีระพันธ์ กล่าวย้ำว่า ระยะเวลาจากนี้ถึงปี 2558-2563 ทิศทางของบริษัทประกันภัยในไทยอาจมีความพร้อมมากกว่านี้ แต่คงไม่สามารถประเมินได้ว่าภาพที่ชัดเจนนั้นจะออกมาในรูปใด ถามว่าประกันไทยพร้อมหรือยังกับการถูกต่างชาติเข้ามารุกทางธุรกิจ คงตอบได้ว่าตอนนี้ยังไม่พร้อม ส่วนบริษัทที่มีสัดส่วนการตลาดหรือที่เราได้ยินชื่อคุ้นหูเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถต่อสู้แข่งขัน ซึ่งเชื้อว่าเมื่อเปิดเสรี AEC เต็มตัวแล้ว ธุรกิจประกันของไทยจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด โอกาสการเติบโตทั้งประกันชีวิตและวินาศภัย จะมีอัตราการเติบโตต่อปีไม่ต่ำกว่า 20%
ด้านแหล่งข่าวจากธุรกิจประกันภัย รายใหญ่ กล่าวถึงความพร้อมรองรับการเปิด AECว่า ขณะนี้บริษัทประกันขนาดใหญ่มีความพร้อมแล้ว แต่บริษัทเล็กยังขาดความพร้อม เรื่องบุคคลให้มีความเป็นมืออาชีพ พัฒนาระบบให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการหลังบ้านเพราะไทยสูงกว่าประเทศในอาเซียนถึง 40% ดังนั้นหากต้องการให้บริษัทอยู่รอดได้ คือต้องเร่งปรับข้อจำกัดที่กล่าวให้ลดลงมาไม่เกิน 20% ก่อนในช่วงต้นก่อนเปิด AECเต็มตัว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้อะไรจากการเปิดเสรี AEC คือการนำเสนอสินค้าที่หลากหลายแต่ละบริษัทต้องแข่งขันด้านบริการและมีแนวโน้มที่ราคาจะถูกลงเพราะหลายบริษัทลดต้นทุน ผลดีจึงตกอยู่ที่ผู้บริโภค แต่ทุกสิ่งใช้ว่าจะดีไปหมด สิ่งที่ต้องระวังคือ การตรวจสอบการเข้ามาทำธุรกิจ จุดนี้ เป็นหน้าที่ของ คปภ. ที่ต้องทำงานอย่างใกล้ชิด ป้องกันไม่ให้เกิดการถอนทุน รวมถึงดูแลไม่ให้ผู้ที่ซื้อประกันถูกเอาเปรียบ
ด้านนายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. กล่าวยอมรับว่าขณะนี้ธุรกิจประกันไทยในภาพรวม ยังไม่มีความพร้อมในการรองรับเออีซี เพราะภาคประกันของไทยต้องสร้างตัวเองให้มีความเข้มแข็งก่อนที่จะไปแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งคงต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้กันอีกมาก ต้องปรับตัวให้ทันก่อนปี 2563 สิ่งแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ เปลี่ยนแนวคิดการทำธุรกิจให้แตกต่าง ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต้องแปลกใหม่ เข้ากับตลาดและตรงตามความต้องการ
ล่าสุดทางคปภ. ได้แก้ไขหลักเกณฑ์สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทประกันภัยให้สามารถถือหุ้นเพิ่มขึ้นไม่เกิน 49% จะต้องขออนุมัติบอร์ด คปภ. และถ้าเกิน 49% ขึ้นไป ต้องขออนุมัติจากกระทรวงการคลัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,747 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2555



