ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบทั้งวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปที่ลุกลามไปยังสเปน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเมืองในประเทศเข้ามาซ้ำเติม
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.)ระบุว่าภาพรวมสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันถือว่ามีน้ำหนักในการสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้อนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่กระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในช่วงของการไหลออก และค่าเฉลี่ยของอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช)ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในภาวะปกติเล็กน้อย สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดแรงขายออกมาเร็วยิ่งขึ้น
"ฐานเศรษฐกิจ" ได้สำรวจสภาพคล่องหรือเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศทั้งกองทุนรวมลดหย่อนภาษี 2 ประเภท คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) พบว่ากำเงินสดเพื่อทยอยซื้อหุ้นเกือบแสนล้านบาท
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการบล.เอเซีย พลัสฯ คาดว่าจะมีเม็ดเงินของกองทุนLTF และกองทุนRMF ประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท เข้ามารองรับแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ
นางโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกบข.กล่าวว่า กบข.กำลังจับตาสถานการณ์วิกฤติยุโรป และเริ่มทยอยปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นโลกและหุ้นไทยลงจากเดิมที่ให้น้ำหนัก "มากกว่าตลาด" กลับมาอยู่ที่ "ระดับปกติ" ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนหุ้นในประเทศอยู่ที่ 8-9% เช่นเดียวกับหุ้นต่างประเทศอยู่ที่ 8-9% จากเดิมที่การลงทุนทั้ง 2 ส่วนจะอยู่ที่ 10% ของพอร์ต
อย่างไรก็ตามกบข.ยังรอจังหวะลงทุนในหุ้นเพิ่มหากมีโอกาสและปัจจัยต่างประเทศคลี่คลาย โดยปัจจุบันได้ถือเงินสดเพิ่มประมาณ 2-4% ของพอร์ต
อนึ่ง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2555 กบข.มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 399,119 ล้านบาท ดังนั้นกระแสเงินสดที่รอลงทุนในหุ้นเพิ่มจะอยู่ที่ประมาณ 7,000-15,000 ล้านบาท
นางอารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวว่า พฤติกรรมของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเริ่มเปลี่ยนไป โดยสนใจลงทุนในหุ้นมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังลงทุนไม่เกิน 10-20% ของพอร์ต ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 2.5-4% ต่อปีขึ้นไป สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การบริหารของบลจ.ทิสโก้ฯ มีเงินไหลเข้า 400-500 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้นแผนการบริหารพอร์ตกองทุนระยะยาวเพื่อวัยเกษียณจึงไม่กังวลผลกระทบระยะสั้น แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการขายทำกำไรสำหรับหุ้นที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเกินมูลค่าพื้นฐานและหันไปลงทุนในหุ้นที่ราคายังไม่แพงแทนจึงไม่ได้เน้นถือเงินสด เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะมีกระแสเงินสดไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องอยู่แล้ว
สำหรับภาพรวมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรม นางอารยา คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าสุทธิเดือนละประมาณ 5% ของสินทรัพย์รวม หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท โดยสิ้นเดือนมีนาคม 2555 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบมีสินทรัพย์รวมกว่า 6 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้เม็ดเงินดังกล่าวจะลงทุนในหุ้นไม่เกิน 10-15% ของเงินไหลเข้าในแต่ละเดือน
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทยฯ กล่าวว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การบริหารของบริษัทซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ได้ปรับพอร์ตโดยการขายทำกำไรในตลาดหุ้นช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,200 จุด ทำให้กองทุนส่วนใหญ่ถือเงินสดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% ของขนาดสินทรัพย์หรือประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นหากดัชนีปรับลงไปที่ระดับ 1,000-1,100 จุด
เช่นเดียวกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF)ภายใต้การบริหารของบลจ.กสิกรไทยฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดและรอจังหวะเข้าเก็บหุ้นเช่นกัน
นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการกลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ กล่าวเช่นเดียวกันว่า กองทุนLTF ภายใต้การบริหารของบริษัท (ปัจจุบันมีกองทุนLTF ภายใต้การบริหาร 37,792 ล้านบาท)ได้ถือเงินสดมากขึ้น และรอจังหวะเข้าลงทุนรอบใหม่หากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับลงไปลึกที่ระดับ 1,050-1,080 จุด ซึ่งทำให้อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) อยู่ที่ระดับ 11 เท่า
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทกำลังเตรียมวงเงินลงทุน 500 ล้านบาท ให้บลจ.ในเครือบริหาร(บลจ.กิมเอ็งฯ)ในรูปกองทุนส่วนบุคคลซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้น สำหรับปีนี้มีนโยบายลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะที่ดีในช่วงที่หุ้นปรับฐาน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555



