หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home

คว่ำพ.ร.บ.ค้าปลีกไม่เอื้อทุนไทยแข่งอาเซียน

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

altการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรดจนมีสาขากระจายไปทั่วประเทศ นอกจากจะสร้างแรงกดดันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมหรือโชวห่วย ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนหันไปเลือกใช้บริการ ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องอาศัยโมเดิร์นเทรด เป็นช่องทางการจำหน่าย ทำให้มีเสียงประสานร้องขอให้เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่ง ให้เกิดเป็นรูปธรรม หลังจากที่ต้องชะงักไประยะหนึ่ง 
               ขณะเดียวกันก็ต้องการให้กฎหมายที่มีอยู่ได้นำมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น  พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ.2518, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522, พ.ร.บ.ส่งเสริม และรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535, พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.ว่าด้วยราคาสินค้า และบริการ พ.ศ.2542 และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522  แต่เมื่อมีเสียงสนับสนุน ก็มีเสียงคัดค้านตามมาเช่นกัน
 ++คว่ำร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯ
  นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย  กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า สมาคมต้องการให้รัฐบาลปัจจุบันยกเลิกการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.... กลับมาพิจารณาอีกครั้ง จากขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดใหม่ โดยที่สมาคมออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลมีการทบทวนการออกพ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเห็นว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็จะต้องออกมาแสดงเจตนารมณ์ให้ทราบ
  ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ค้าปลีกฯ หากคลอดกฎหมายออกมาจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในอนาคต โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปี 2558 เพราะเป็นการควบคุมผู้ประกอบการในประเทศมากเกินไป จึงต้องการให้ภาครัฐทบทวนร่างดังกล่าวให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งการนิยามธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสู่การขายสินค้าผ่านออนไลน์(อี-คอมเมิร์ซ) ซึ่งต้องนำเรื่องนี้เข้าไปกำกับดูแลด้วย ที่สำคัญจะต้องครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลางทุกระดับ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยดั้งเดิม และสมัยใหม่ทั้งหมด
  "พ.ร.บ.ค้าปลีกฯไม่ควรมีเลย เพราะร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการจำกัดผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยเองไม่ให้เติบโตเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการช่วยเหลือเพิ่มการแข่งขันให้ร้านค้าปลีกรายย่อยดั้งเดิม ประกอบกับปัจจุบันช่องทางค้าปลีกมีรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นมากทั้งไดเร็กต์เซลส์ ออนไลน์ จึงต้องตีความร่างพ.ร.บ.นี้ใหม่" 
 ++แนะตั้งองค์กรรับเออีซี
 ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย   ยังกล่าวอีกว่า ในทางกลับกันภาครัฐควรมีการจัดตั้งองค์กรในประเทศต่างๆคล้ายกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(เจโทร) เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลของผู้ประกอบการค้าปลีกคนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ หากดำเนินการได้จะทำให้ค้าปลีกของไทยขยายเข้าไปอย่างรวดเร็วรองรับการเปิดเออีซี  เพราะธุรกิจค้าปลีกของไทยมีศักยภาพในการขยายตัวทางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก
  "เมื่อเปิดเออีซีจำเป็นต้องมีหัวเรือใหญ่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยดึงซัพพลายเออร์ขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 7,000-9,000 ราย ให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันพัฒนาเอสเอ็มอีว่าจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยควรจัดตั้งระบบแฟรนไชส์สำหรับธุรกิจค้าปลีกให้มีมูลค่าเพิ่มด้วย"
  ด้านนายฉัตรชัย ดวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ไทยได้เปรียบในธุรกิจค้าปลีกรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต, ซูเปอร์มาร์เก็ตและดีพาร์ตเมนต์สโตร์ ผู้ประกอบการยึดพื้นที่เต็มแล้ว ขณะที่สเปเชียลตีสโตร์ เช่น อิเกีย ยังมีช่องทางเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อีกมาก ขณะเดียวกันไทยเองก็มีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน โดยเฉพาะดีพาร์ตเมนต์สโตร์ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด(ซีอาร์ซี) เป็นเบอร์ 1 ในอาเซียน
 ++ กำหนดมาตรฐานธุรกิจ
 นอกจากเผชิญกฎหมายล้อมคอกธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่แล้ว สมาคมยังต้องรับมือกับกรมการค้าภายใน(คน.)ที่กำลังจะเข้ามาล้วงลูกกดส่วนแบ่งกำไรของศูนย์อาหาร(ฟูดคอร์ต)ที่เหมาะสมเหลือ 20% จากระดับ 37-40% เพราะสูงเกินไป เพียงหวังแก้ปัญหาอาหารปรุงสำเร็จที่แพงขึ้นกระทบค่าครองชีพประชาชน ซึ่งสมาคมออกโรงโต้ว่ากำไรดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ทำให้กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ซึ่งต้องนำไปใช้บริหารจัดการจ้างพนักงานจัดเก็บ เช็ดล้างทำความสะอาด ตลอดจนค่าใช้จ่ายอุปกรณ์จานชามภายในศูนย์
  นางสาวบุษบา กล่าวอีกว่า ต้องการให้ภาครัฐเช็กร้านค้าข้างทางสร้างบรรทัดฐานธุรกิจให้มีมาตรฐานเดียวกันด้วย เพื่อความเป็นธรรมทางธุรกิจไม่ใช่มาควบคุมเฉพาะฟูดคอร์ตในห้างค้าปลีกมีเพียง 250 แห่ง ซึ่งเป็นบริการเสริมของห้าง หากพิจารณาแล้วมีสัดส่วนเพียง 1% ของการจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จทั้งประเทศ แล้วคน.อ้างว่าเป็นต้นเหตุของค่าครองชีพที่แพงขึ้น ทั้งที่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และการขึ้นเงินเดือน 15,000 บาท
  หากจะชำแหละต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จในฟูดคอร์ตพบว่า อาหารราคา 100 บาท ห้างจะหักคิดค่าบริหารจัดการ 30% ที่เหลือ 70% จะเป็นของร้านค้าซึ่งเป็นต้นทุนราคาพืชผัก หมูไก่ที่นำมาปรุง หักลบแล้วก็จะเป็นกำไรของร้าน ขณะที่ภายในฟูดคอร์ตเองก็มีอาหารธงฟ้า และยังช่วยผู้บริโภคโดยมีเมนูราคาประหยัด 10 เมนู อาทิ ข้าวไข่เจียวอยู่ที่ 20 บาท จาก 25 บาท, ข้าวผัดหมู-ไก่ และอาหารตามสั่งอยู่ที่ 35 บาทจาก 40-45 บาท, ข้าวไข่เจียวชุดละ 12 บาทที่เทสโก้ โลตัส และแกงถุงละ 20 บาทที่บิ๊กซี เป็นต้น
  อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดเออีซี ค้าปลีกไทยต้องรับมือกับผู้ประกอบการข้างนอก จึงต้องการให้คน.เข้าไปดูแลกำไรของผู้ประกอบการทุกเซ็กเมนต์ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจค้าปลีก เพื่อความเป็นธรรมไม่ใช่สร้างดับเบิลสแตนดาร์ดในสังคม  

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6  มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

Read : 2731 times

*