นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เนื่องจากแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 2 (2553-2557) ใกล้จะจบแผนในอีก 2 ปีข้างหน้า ดังนั้นทางสถาบันไทย-เยอรมันจึงเตรียมที่จะร่างแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ฉบับที่ 3 (2558-2562) และปรับปรุงยุทธศาสตร์ในเร็วๆ นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในด้านการออกแบบ พร้อมทั้งมุ่งไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น
"จุดอ่อนของเอสเอ็มอีไทยในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์คือยังขาดเรื่องการออกแบบ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตแม่พิมพ์มีต้นทุนต่ำลง ใช้เวลาน้อย และเป็นที่ต้องการของลูกค้า ดังนั้นในการพัฒนาขั้นต่อไป สถาบันไทย-เยอรมันจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้การฝึกอบรมและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบแม่พิมพ์ เพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ ส่วนเรื่องงบประมาณยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ฉบับที่ 2 ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 5 ปีอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทางรัฐบาลว่าในการพิจารณางบประมาณที่เหมาะสม"
นายจิรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์จะเจาะอุตสาหกรรมปลายน้ำอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าให้มากขึ้น จากเดิมมุ่งเน้นและมีความเชี่ยวชาญในการเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ในอนาคตก็จะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานที่จะมีนักลงทุนเยอรมันและสหรัฐอเมริกาจะเริ่มเข้ามาผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งสถาบันไทย-เยอรมัน จะทำงานโดยประสานความร่วมมือกับสถาบันอื่นๆ ในกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ สถาบันพลาสติก สถาบันสิ่งทอ และสถาบันอาหาร เพื่อให้การทำงานไม่ทับซ้อน และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมได้ตรงจุด
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในด้านการลงทุนนั้น เชื่อว่าจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนึ่งมาจากเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่นที่ทยอยย้ายฐานการผลิตหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ส่งผลให้มีความต้องการใช้แม่พิมพ์ตามมา ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานเริ่มมีการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น และอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยมีศักยภาพที่จะสามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมนี้ได้
ส่วนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะมีการลงทุนขนาดใหญ่นั้น เชื่อว่าจะมีความต้องการใช้แม่พิมพ์ไทยเพื่อผลิตชิ้นส่วนสำหรับการซ่อมบำรุงในอีก 5-6 ปี หลังจากรถไฟฟ้าความเร็วสูงเปิดให้บริการ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยกับคู่แข่งในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันในกลุ่มแม่พิมพ์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ประเทศไทยเป็นรองเพียงญี่ปุ่นและสิงคโปร์เท่านั้น ขณะที่การผลิตแม่พิมพ์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กต้องการความแม่นยำสูง การผลิตแม่พิมพ์ต้องใช้เทคโนโลยีสูง ไทยยังเป็นรองญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซียอยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,744
31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555



