หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home

'ญี่ปุ่น-จีน'ชิงไฮสปีดเทรน เร่งศึกษาสองเส้นทางเชียงใหม่-ระยอง

พิมพ์
User Rating: / 5
แย่ดีที่สุด 

alt 2 ชาติมหาอำนาจออกตัวชิงเค้กโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย  เล็ง 2 เส้นทางหลัก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-ระยอง  ญี่ปุ่นมาแรงหอบข้อมูลพบรมว.คมนาคม  เผยใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านเส้นตะวันออก   ส่วนสายเหนือสูงถึง 4 แสนล้าน  ฝ่ายจีนถามความชัดเจนแนวทางการดำเนินโครงการในเส้นทางต่างๆ   ระบุปี 56พร้อมเปิดประมูลก่อนได้ใช้งานใน 10 ปี
             นับจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งระดับรัฐบาล เอกชนและประชาชนในลักษณะทวิภาคี ครั้งนั้นบริษัทของจีนมีความสนใจลงทุนในไทยรวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงด้วย โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างสองรัฐบาล  ซึ่งมีเนื้อหาให้ทั้งสองฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการระดับรัฐมนตรี เพื่อประสานงานขยายผลการศึกษาด้านการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง  อย่างไรก็ตามโครงการนี้ยังได้รับความสนใจอย่างสูงจากรัฐบาลญี่ปุ่นและมีความเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนรุดหน้าฝ่ายจีน
-สองชาติสำรวจเส้นทาง
             แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเส้นทางที่จะเร่งผลักดันในเบื้องต้นมี 2 เส้นทางคือ เส้นกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และ กรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งล่าสุดหน่วยงานด้านการรถไฟฝ่ายจีนและญี่ปุ่นได้เข้ามาสำรวจแนวเส้นทางพร้อมเก็บรายละเอียดในการนำไปออกแบบความเหมาะสมเพื่อนำเสนอรัฐบาลไทยให้กระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมารับผิดชอบโครงการนี้รับไปดำเนินโครงการต่อไป 
             ส่วนแนวการดำเนินโครงการ ในเบื้องต้นแนวคิดหลายฝ่ายล้วนเห็นว่าแนวทางที่ 1 รัฐบาลลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แล้วให้เอกชนเช่าพร้อมกับร่วมบริหารจัดการเดินรถในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) หรือการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่วนแนวทางที่ 2 สามารถตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาดำเนินการโดยอาจประเมินราคาที่ดินเป็นหุ้น แต่เอกชนต้องเป็นฝ่ายลงเงิน หรือบริษัทร่วมทุนนำไปยื่นกู้เงิน สำหรับแนวทางที่ 2 นี้ เป็นแนวทางที่ดำเนินการได้เร็วกว่า 
             ช่วงที่ผ่านมาการช่วงชิงระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งพบว่าฝ่ายจีนมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามเรื่องนี้โดยมีนาย เชี่ยง หมิงลี่(zheng mingli ) เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อร่วมทำงานกับฝ่ายไทยที่มีดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยยังไม่ได้เริ่มต้นดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นขณะนี้ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทJapan Railway Technical Service (JARTS)
-ญี่ปุ่นมาแรง
             แหล่งข่าวเปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ ตัวแทนของฝ่ายญี่ปุ่นและจีนนัดหมายเข้าพบนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันเดียวกันแต่คนละเวลา โดยตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นเข้าพบนายจารุพงศ์  ตามที่กระทรวงคมนาคมขอให้ญี่ปุ่นช่วยด้านการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นใน 2 เส้นทางคือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่และกรุงเทพฯ-ระยอง ขณะนี้ได้ส่งผลการศึกษาให้นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับทราบแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้เพราะเกรงว่าจะมีการลอกเลียนแบบเนื่องจากคาดว่าจะมีอีกหลายประเทศสนใจเข้ามาดำเนินการศึกษาให้ตามแบบฉบับของแต่ละประเทศ
             โดยข้อมูลเบื้องต้นของญี่ปุ่นใช้เงินลงทุนต่อกิโลเมตรประมาณ 600 ล้านบาท ความเร็ว 160 และ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงกรุงเทพฯ-ระยองใช้แนวแอร์พอร์ตลิงค์ได้ทันที โดยจุดศูนย์กลางอยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งแนวไฮสปีดยังจัดอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่ โดยจะใช้สถานีพลูตาหลวงหรือสถานีบขส.ใหม่ที่ระยองเป็นสถานีเดโป มีจำนวน 6 สถานี คือ สถานีบางซื่อ มักกะสัน ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พัทยา และระยองคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2565 มีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 9,000 คนต่อวัน ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อกิโลเมตร วงเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 214,791 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 15นาที  
             ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คาดว่าใช้งบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาทต่อกิโลเมตรรวมวงเงินทั้งสิ้น 402,270 ล้านบาทแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือกรุงเทพฯ-พิษณุโลก(จะก่อสร้างให้เปิดใช้ก่อนในเฟสแรก)ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที และพิษณุโลก-เชียงใหม่(ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง 30 นาที) มีจำนวน 12 สถานีคือบางซื่อ อยุธยา ลพบุรี บ้านตาคลี นครสวรรค์ ตะพานหิน พิษณุโลก บ้านดารา อุตรดิตถ์ เด่นชัย ลำปาง และเชียงใหม่ โดยใช้สถานีเชียงใหม่และพิษณุโลกเป็นเดโป ความเร็วประมาณ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 19,000 คนต่อวัน โดยช่วงเฟสแรกคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการประมาณ  12,745 คนต่อวัน
-จีนสำรวจกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
             ขณะที่ฝ่ายจีนนั้น คณะทำงานฝ่ายจีนเดินทางไปสำรวจเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายจีนนำเสนอให้ก่อสร้างเป็นรางเดี่ยวก่อนในระยะแรก โดยมีขนาดอุโมงค์กว้างประมาณ 42 ตารางเมตรเพื่อรองรับความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 33 ตารางเมตร เพื่อรองรับความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยพบว่าช่วงระหว่างสถานีหัวลำโพง บางซื่อ อยุธยา มีจุดตัดหลายแห่ง มีโค้งมาก จึงเสนอให้สร้างทางยกระดับ ส่วนสถานีเพื่อขนส่งสินค้าฝ่ายจีนขอทราบความชัดเจนว่าจะใช้ประโยชน์สถานีใดบ้าง
             "เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก เป็นทางราบโดยส่วนใหญ่ แต่ช่วงอุตรดิตถ์-เชียงใหม่ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวบ้างเนื่องจากผ่านย่านชุมชนจึงสร้างทางยกระดับกว่า 87% โดยขอรับการสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่จากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เพื่อสำรวจออกแบบต่อไป อีกทั้งฝ่ายไทยต้องศึกษาเองในเรื่องเวนคืนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนช่วงกรุงเทพฯ-หนองคายคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่ายจะเร่งหารือในเร็ว ๆ นี้โดยจะทำการศึกษาด้วยความเร็วที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งฝ่ายจีนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเป็นไปได้ส่วนฝ่ายไทยรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการสนับสนุนการดำเนินงานทั้งหมด"
-คมนาคมเนื้อหอม
             พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่  16 พฤษภาคมที่ผ่านมาคณะผู้บริหารบริษัทไชน่าเรลเวย์กรุ๊ปจากประเทศจีนได้เข้าพบเพื่อแนะนำบริษัทและขอทราบแนวทางการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟ-รถไฟฟ้าในเส้นทางต่าง ๆ ของกระทรวงคมนาคมเพื่อเตรียมตัวในการเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างต่อไป
             ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ล่าสุด นายมาซาโตะ โอตากะ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมคณะได้เข้าพบเพื่อติดตามความคืบหน้าโดยนำเสนอให้มีการก่อตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมกัน พร้อมกับติดตามโครงการต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนับสนุนเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่พบว่าไม่มีการจัดซื้อหัวรถจักรของประเทศญี่ปุ่นมาใช้ในประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้ในอนาคตรัฐบาลอาจจัดซื้อรถเองเพราะหากซื้อจำนวนมากจะได้ต่อรองราคา พร้อมการแชร์อะไหล่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันที่รัฐไม่มีสิทธิ์คอนโทรลในเรื่องนี้ ได้แต่จ่ายผ่านเอกชนเช่นกรณีที่บีทีเอสดำเนินการอยู่ในขณะนี้
-เปิดประมูลปี 56
             นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการหารือในเรื่องรถไฟความเร็วสูงโดยได้กล่าวถึงความพร้อมของฝ่ายไทยในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว 
             "จากผลการหารือทั้งสองฝ่ายเห็นว่าฝ่ายจีนจะมีการตั้งคณะกรรมการจำนวน 30 คนขึ้นมาดำเนินการศึกษารายละเอียดร่วมกับฝ่ายไทยเพื่อทำการสำรวจเส้นทาง กำหนดระยะเวลา 150 วันจะแล้วเสร็จ สำหรับการศึกษาในเบื้องต้นที่ควบคุมถึงรายละเอียดความเป็นไปได้ การลงทุน ซึ่งจะมีการนำเรื่องGDP มาพิจารณาเพื่อกำหนดเรื่องราคาค่าโดยสารให้เหมาะสมในครั้งนี้ด้วย นอกจากนั้นยังจะมีการออกแบบรายละเอียดเพื่อคัดเลือกแนวเส้นทางที่เหมาะสม  ส่วนฝ่ายไทยเร่งเตรียมศึกษาการเวนคืนควบคู่กันไปหากได้ข้อมูลเบื้องต้นจากจีนเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้การดำเนินการทั้งหมดต้องแล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่การร่างทีโออาร์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในปี 2556 นี้"
             ส่วนนายศิลปชัย จารุเกษมรัตน รองปลัดกระทรวงคมนาคมและในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวเสริมว่าในเร็ว ๆ นี้จะมีการเชิญคณะทำงานทั้ง 2 ประเทศมาประชุมเพื่อสรุปรายละเอียดในเบื้องต้นจากการสำรวจและการลงพื้นที่ทั้งในช่วงกรุงเทพฯ-ระยองและช่วงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพื่อนำรายงานผู้บริหารระดับสูงพิจารณาและนำไปสู่การดำเนินงานในขั้นตอนอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควรต่อไป
-อีก 10 ปีได้ใช้ไฮสปีด
             แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า คาดว่าภายใน 10 ปีนี้จะได้ใช้บริการไฮสปีดเทรนเนื่องจากกระบวนการต้องใช้ระยะเวลานานไม่ว่าจะเป็นการศึกษาออกแบบรายละเอียด การประมูล การร่างทีโออาร์คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3  ปี ก่อสร้างอีก 3-4 ปี การตรวจสอบและทดสอบอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้กระบวนการการเปิดประมูลยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลและการก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้ซึ่งความชัดเจนจากรัฐบาลยังไม่แน่นอนแต่อย่างใด  
             "ปัจจัยสำคัญหลักๆ ยังต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคนฟันธง ต่อมาเป็นการพิจารณาข้อเสนอเพราะข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นต่อการตัดสินใจยังไม่สรุปชัดเจน  นอกจากนั้นยังไม่ควรมองข้ามด้านเทคโนโลยีที่อาจเป็นการผูกขาดและไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน"

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย

             โครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย เป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ในการก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงตลาดการค้า ระหว่างกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของอินโดจีน โดยเริ่มมีการศึกษา ตั้งแต่ปี 2537 มีเป้าหมายในการก่อสร้าง 4 สาย ได้แก่ สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้
              ในปี 2547 รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ ในสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถือได้ว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ แต่เนื่องจากเกิดการรัฐประหาร ทำให้โครงการสะดุดลง
             ต่อมาปี 2551 พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศที่จะสานต่อโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั่วประเทศอีกครั้ง แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ปกติ จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้โครงการมีความคืบหน้าน้อยมาก
             เดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็ได้สานต่อโครงการ ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปอย่างมาก ในส่วนของแหล่งเงินทุน เส้นทาง โดยมีสองประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุน คือ จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นสนใจที่จะลงทุนในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ส่วนจีน มีความสนใจในเส้นทาง กรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งขณะนั้น จีนก็ได้กำลังเจรจากับรัฐบาลลาว เพื่อสร้างทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งในอนาคตนั้นสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคายได้เลย เนื่องจากจีนมีแผนวางเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ไปถึงสิงคโปร์ แต่ภายหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลจีนและลาวมีปัญหา เนื่องจากรัฐบาลลาวเห็นว่า เงื่อนไขที่รัฐบาลจีนได้เสนอมานั้นเกินกว่าที่ลาวจะสามารถยอมรับได้ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยต้องสะดุดลง
             ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบกรอบการเจรจาความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน กรอบการเจรจาดังกล่าว มีสาระสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทย-จีน 5 ด้าน คือ 1.เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 2.เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 3. เส้นทางกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 4.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และ 5.เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี
             ปัจจุบัน เมื่อพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชาชนเดิมกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ กับรัฐบาลจีน หนึ่งในนั้นคือโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลจีนมีความประสงค์ที่จะร่วมทุนกับรัฐบาลไทยในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางนี้
             พ.ศ. 2555 ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งที่ 1 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 14-15 มกราคม 2555 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณส่วนหนึ่งให้สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย
             กระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางศึกษาดูงานระบบรถไฟความเร็วสูงจีน กระทรวงคมนาคมก็ได้ปรับลดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงทั้งหมดใน 2 สาย ได้แก่สายเหนือและตะวันออก เพื่อความรวดเร็วในการก่อสร้างและการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับในสายเหนือ ที่ลดงบประมาณลงไปได้นับแสนล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,741  20-23  พฤษภาคม พ.ศ. 2555

 

Read : 8462 times

*