หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home

'ฟรองซัวส์ โอลล็องด์' พลิกวิกฤติฝรั่งเศส หรือลากยุโรปลงเหว

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

altการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา จัดได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองครั้งหนึ่งที่โลกเศรษฐกิจจับตามองอย่างใกล้ชิดและตอบสนองอย่างรวดเร็ว

เพราะสิ่งที่เดิมพันอยู่คืออนาคตของกลุ่มประเทศยุโรป 17 ประเทศที่กำลังพยายามฝ่าฟันวิกฤติเพื่อรักษาสกุลเงินที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ใช้ร่วมกันเอาไว้
           ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของนายฟรองซัวส์ โอลล็องด์ เหนือนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดี ด้วยคะแนน 51.7% และทำให้นายโอลล็องด์กลายมาเป็นประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยมคนแรกในรอบ 17 ปี เป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกยูโรโซนที่หนีไม่พ้นต้องเผชิญกับมาตรการรัดเข็มขัดได้เป็นอย่างดี ว่าพวกเขาหมดความอดทนและหมดศรัทธากับมาตรการลดค่าใช้จ่ายและขึ้นภาษีของรัฐบาลนายซาร์โกซีที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่านำมาซึ่งการคลี่คลายของวิกฤติเศรษฐกิจได้
           ด้วยเหตุนี้ ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของนายโอลล็องด์ที่ "ขายฝัน" ด้วยการเน้นการสร้างการเติบโตมากกว่าการรัดเข็มขัดจึงได้รับการตอบรับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวฝรั่งเศส จนนำมาซึ่งชัยชนะในครั้งนี้ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสซึ่งคาดว่าจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ กล่าวให้คำมั่นกับชาวฝรั่งเศสภายหลังได้รับชัยชนะว่า จะนำพายุโรปกลับเข้าสู่เส้นทางของการสร้างงาน สร้างการเติบโต และสร้างอนาคต "เราจะไม่ถูกกักขังอยู่กับมาตรการรัดเข็มขัดอีกต่อไป"
           บทบรรณาธิการจากหนังสือพิมพ์ เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุว่า แนวคิดของนายโอลล็องด์ไม่ผิดที่กล่าวว่า ถ้าไม่มีมาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทบัญญัติการคลัง (Fiscal Pact) ที่เน้นเพียงการลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมการใช้จ่ายเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้น มีสองเงื่อนไขที่นายโอลล็องด์จะต้องทำให้สำเร็จจึงจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางเศรษฐกิจของยุโรป

 

++ สัมพันธภาพ ฝรั่งเศส-เยอรมนี
           ประการแรก ผู้นำฝรั่งเศสคนใหม่จะต้องจัดการกับความสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งกับเยอรมนีให้ดี ทิศทางเศรษฐกิจของนายโอลล็องด์สวนทางโดยสิ้นเชิงกับเยอรมนีและนางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งถือได้ว่า "เสียงดัง" ที่สุดในกลุ่มสมาชิกยูโรโซน นายโอลล็องด์ยืนยันมาโดยตลอดนับตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งว่าพร้อมที่จะพูดคุยกับนางแมร์เคิล และทันทีที่ได้รับการเลือกตั้ง นายโอลล็องด์ก็ไม่รอช้า เขาเลือกที่จะเดินทางไปเยือนเยอรมนีเป็นประเทศแรกภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ส่วนหนึ่งเพื่อพยายามโน้มน้าวนางแมร์เคิลให้สนับสนุนการเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไว้ในบทบัญญัติการคลังตามที่ได้หาเสียงไว้
alt           ด้านนางแมร์เคิล กล่าวว่า เยอรมนียินดีต้อนรับนายโอลล็องด์ อย่างเต็มใจ และพร้อมจะทำงานร่วมกัน โดยความร่วมมือระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อยุโรป มีบางกระแสที่มองว่าบุคลิกของนายโอลล็องด์ซึ่งต่างจากนายซาร์โกซีที่เป็นคนหุนหันพลันแล่น จะทำให้เขาทำงานเข้ากับบุคลิกที่จริงจังของนางแมร์เคิลได้ดีกว่า แต่ทีมงานของนางแมร์เคิลกลับมองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป นอกจากนี้ นางแมร์เคิลได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนแล้ว ทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสสิ้นสุดลง ว่าเยอรมนีจะไม่ยอมถอยจากการผลักดันมาตรการรัดเข็มขัด 
           "พวกเราในเยอรมนี และโดยส่วนตัวดิฉัน มีความเห็นว่าบทบัญญัติทางการคลังไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ ดิฉันมองว่าบทบัญญัติทางการคลังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และคิดว่ามีกระบวนการพื้นฐานในยุโรปที่เราตกลงกันไว้ว่าภายหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในประเทศใหญ่หรือเล็ก เราไม่สามารถนำทุกสิ่งที่ได้เจรจาตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาอภิปรายกันใหม่ได้"

++ หวั่นสองยักษ์แตกแยก
           แม้จะมองเห็นเค้าลางของความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจยูโรโซนทั้งสองประเทศ แต่นักวิเคราะห์ค่อนข้างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า นายโอลล็องด์และนางแมร์เคิลจะต้องหาหนทางประนีประนอมกันให้ได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะต่างทราบดีว่านี่คืออนาคตของยูโรโซน "เยอรมนี เช่นเดียวกับฝรั่งเศส รู้ว่าทั้งสองต้องกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะ จึงมีแรงกดดันสูงสำหรับทั้งสองประเทศว่าไม่อาจแสดงความแตกต่างทางนโยบายใดๆ ที่เด่นชัดได้" นางดาเนียลา ชวาเซอร์ จากสถาบันการต่างประเทศและความมั่นคงของเยอรมนี กล่าว "ถ้าเยอรมนีและฝรั่งเศสมีภาพลักษณ์ที่แตกแยก จะเกิดอันตรายต่อความน่าเชื่อถือของคำมั่นสัญญาในการฟื้นฟูยูโรโซน"
           ขณะที่นายเอริค เชนีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากแอ็กซ่า กรุ๊ป มองว่ามีหนทางที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีจะประนีประนอมกันในเรื่องบทบัญญัติทางการคลัง "เยอรมนีจะยอมรับถ้าระบุไว้เพียงคำว่าการเติบโต ทุกคนต้องการการเติบโต ดังนั้นเป็นไปได้ที่จะประนีประนอม แต่ไม่ใช่ในส่วนของวินัยทางการคลังในบทบัญญัติ"

++ รอพิพากษามาตรการเศรษฐกิจ
           สำหรับเงื่อนไขประการที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับนายโอลล็องด์ และเดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส มองว่ามีความน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือ รายละเอียดของแนวนโยบายเศรษฐกิจที่ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของฝรั่งเศสจะนำมาใช้ในประเทศ นายโอลล็องด์หาเสียงด้วยแนวคิดที่เน้นกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน อาทิ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การเพิ่มการลงทุนของภาครัฐเพื่อสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าหมายว่าจะทำงบประมาณของประเทศ ซึ่งปัจจุบันขาดดุล 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ให้กลับมาสมดุลให้ได้ภายในระยะเวลา 5 ปีที่เขาอยู่ในตำแหน่ง โดยจะอาศัยการเพิ่มภาระภาษีให้กับคนรวยเป็นการทดแทน
           เวลานี้ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับหลากหลายปัญหาทางเศรษฐกิจรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลการค้าที่พุ่งสูงถึง 7 หมื่นล้านยูโรเมื่อปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าอย่างเยอรมนี อัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีที่ 10% รวมถึงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือโดยสถาบันสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) จากระดับสูงสุด AAA เมื่อมกราคมที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความกังวลต่อศักยภาพในการจัดการกับหนี้ก้อนโตถึง 1.7 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็นประมาณ 86% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
           ไม่มีความชัดเจนว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสจะใช้วิธีการใดเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดการขาดดุลไปพร้อมๆ กัน ทำให้ฟากฝั่งของนักลงทุนเกิดข้อกังขา ด้วยเกรงว่าท้ายที่สุดแล้วนายโอลล็องด์อาจจะลงเอยด้วยการใช้จ่ายเงินมากเกินควรไปกับนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ดังสะท้อนให้เห็นได้จากดัชนีหุ้นเกือบทั่วโลกที่ดิ่งลงทันทีในเช้าวันจันทร์ (7 พฤษภาคม 2555) ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง ก่อนที่ในหลายประเทศของยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกา ตลาดจะพลิกกลับมาปิดตัวในแดนบวกได้หลังจากความตื่นตระหนกของผลการเลือกตั้งคลายลง
           นายลอเรนซ์ บูน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคยุโรปของแบงก์ ออฟ อเมริกา-เมอร์ริล ลินช์ มองว่าชัยชนะของนายโอลล็องด์จะไม่ทำให้ตลาดเกิดความไม่พอใจ เพราะนายโอลล็องด์มีคะแนนในโพลล์นำนายซาร์โกซีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของนักลงทุนนับแต่นี้จะขึ้นอยู่ที่ว่า ว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะเดินหน้าผลักดันนโยบายอย่างไร "นักลงทุนต้องการความชัดเจนทางนโยบาย ซึ่งในเวลานี้ยังขาดรายละเอียด"
           ด้านนายอีวาริสต์ เลอเฟอฟร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารนาทิซิสของฝรั่งเศสในกรุงนิวยอร์ก แสดงความกังวลว่า กว่า 55% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของฝรั่งเศสมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในยูโรโซน ดังนั้นสิ่งที่ฝรั่งเศสควรทำคือลดการใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวลง แต่นายโอลล็องด์ กลับต้องการเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อตอบสนองแนวนโยบาย และสร้างความสมดุลงบประมาณผ่านการขึ้นภาษี
           อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่งยังคงเชื่อว่า นายโอลล็องด์ทราบดีว่าขอบเขตของการใช้นโยบายประชานิยมอยู่ที่ใด เขาจะไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายมากจนเกินไปจนทำให้ตลาดหันมาโจมตีฝรั่งเศสเหมือนเช่นที่ทำกับอิตาลีและสเปน "ฝ่ายสังคมนิยมของฝรั่งเศสต้องการทำงบประมาณให้สมดุลในระยะกลาง นั่นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ แต่จะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าตลาดคงสบายใจมากกว่ากับแนวทางแบบอนุรักษนิยม คือการลดค่าใช้จ่ายและขึ้นภาษี ไม่ใช่แนวทางของฝ่ายสังคมนิยม ซึ่งขึ้นอยู่กับการขึ้นภาษีเป็นส่วนใหญ่" นายโดมินิค บาร์เบต์ นักเศรษฐศาสตร์จากบีเอ็นพี พาริบาส์ ให้ความเห็น
           เวลานี้ เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ที่พร้อมจะพลิกโฉมหน้าทางเศรษฐกิจและการเมืองของฝรั่งเศสลงตัวเป็นที่เรียบร้อย ความสนใจจึงถูกหันเหไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เพราะถ้าพรรคสังคมนิยม ซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาอยู่ สามารถกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรสำเร็จด้วยแล้วละก็ หมายความว่าเส้นทางของนายโอลล็องด์ในการผลักดันนโยบายที่เขาคาดหวังก็จะเปิดกว้างขึ้นในทันที

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,738  10-12  พฤษภาคม พ.ศ. 2555

 

Read : 3655 times

*