เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า บริษัทเฟซบุ๊กฯ ซึ่งมีอายุ 8 ปี กำลังจะกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าสูงสุดในช่วงของการเปิดขายหุ้นเป็นครั้งแรก หรือหุ้นไอพีโอ แซงหน้ากูเกิลที่มีมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจากดีลลอจิกระบุว่า บริษัทอเมริกันที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลาที่เปิดขายหุ้นไอพีโอ คือบริษัท ยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิสฯ (ยูพีเอส) เมื่อปี 2542 ด้วยมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเฟซบุ๊กจะเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกที่เกินกว่า 900 ล้านคนแล้ว แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าการเติบโตของเฟซบุ๊กกำลังชะลอตัวลงแล้วหรือไม่ เมื่อรายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสล่าสุดลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 6% ขณะที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45%
หนึ่งในความท้าทายของเฟซบุ๊ก คือการโน้มน้าวนักการตลาดที่ไม่มั่นใจว่าโฆษณาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กนำไปสู่การซื้อสินค้าของผู้บริโภคจริง นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังนับว่าตามหลังคู่แข่งอย่างกูเกิลในตลาดโมบาย อีกทั้งยังไม่ประสบความสำเร็จนักในการเจาะเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากที่สุดในโลก
ธุรกิจโฆษณาของเฟซบุ๊กคิดเป็นสัดส่วน 85% ของรายได้รวมเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ดีเฟซบุ๊กประสบปัญหาในการสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการของเจ้าของโฆษณาที่ต้องการพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์เพิ่มขึ้น กับการรักษาประสบการณ์การเข้าใช้บริการเว็บไซต์ของผู้ใช้บริการที่ไม่ชอบโฆษณา ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กได้กำจัดช่องทางการทำรายได้ผ่านทางแอพพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์โมบาย ซึ่งรวมถึงจำกัดการโฆษณาผ่านทางโมบายด้วย แม้ว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่าครึ่งหนึ่งจะใช้เฟซบุ๊กผ่านช่องทางดังกล่าวก็ตาม
เฟซบุ๊กกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ตั้งเป้าราคาหุ้นเริ่มต้นที่ระหว่าง 28-35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น และคาดว่าจะระดมทุนในครั้งแรกได้ 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเฟซบุ๊กจะระดมทุนในการเสนอขายหุ้นครั้งแรกได้ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อมูลที่เฟซบุ๊กยื่นขอเสนอขายหุ้นไอพีโอระบุว่า บริษัทจะเสนอขายหุ้น 337.4 ล้านหุ้น โดยประมาณครึ่งหนึ่งของหุ้นเหล่านั้นจะถูกนำออกขายโดยผู้ก่อตั้งบริษัท พนักงาน และนักลงทุน
ด้วยเม็ดเงินจำนวนดังกล่าว ส่งผลให้เฟซบุ๊กจะเป็นบริษัทสหรัฐฯ ที่ระดมเงินทุนจากไอพีโอได้มากเป็นอันดับ 3 เป็นประวัติการณ์ ตามหลังวีซ่า อิงค์ ที่ขายหุ้นได้ 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2551 และบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์สฯ ที่ได้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอ 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2553
มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซ บุ๊ก จะขายหุ้น 30.2 ล้านหุ้นในส่วนของเขา ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากถึง 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะยังเหลือหุ้นอีกมูลค่า 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในมือ โดยซัคเกอร์เบิร์กจะยังกุมคะแนนเสียงในการลงมติของผู้ถือหุ้นไว้ที่ประมาณ 57.3% หลังจากบริษัทเสนอขายหุ้นไอพีโอ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,738 10-12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



