นายเจน นำชัยศิริ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันน้ำภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากที่บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำที่ส่งจ่ายให้ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก(อีสเทิร์น ซีบอร์ด)ว่ามีปริมาณลดลงต่ำเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และหามาตรการรองรับหากปริมาณน้ำที่ส่งให้ถึงขั้นวิกฤติจริงๆ ซึ่งในส่วนนี้ภาคเอกชนได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำ (War room) ในการติดตามสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกอยู่แล้ว และยอมรับว่าระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดต่ำลงมากจนน่าเป็นห่วง ซึ่งการวางแผนรับมือผู้ประกอบการไม่อยากเห็นการขาดแคลนน้ำเหมือนเมื่อปี 2548 ซึ่งถือเป็นวิกฤติค่อนข้างมาก หากมีการเร่งวางแผนตั้งแต่เบื้องต้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าจะปล่อยให้ระดับน้ำลดลงต่ำเรื่อยๆ และมาแก้ปัญหาภายหลังจะไม่ทันกาล ล่าสุดจึงได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้เร่งดำเนินการผันน้ำทางท่อจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ทันที เนื่องจากที่ผ่านมาการก่อสร้างท่อส่งน้ำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เปิดใช้
"จากการติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ระยอง พบว่าสถานการณ์น้ำขณะนี้ไม่น่าไว้ใจ จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มใช้แผนรับมือสถานการณ์คือการผันน้ำจากประแสร์ซึ่งกรมชลประทานมีการวางท่อไว้อยู่แล้ว แต่จะต้องมีการเตรียมงบประมาณและประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ก่อนว่า การผันน้ำนี้จะไม่ทำให้ชาวบ้านต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ภาคอุตสาหกรรมจึงทำหนังสือถึงกรมชลประทานเพื่อขอให้เร่งใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อเตรียมมาตรการรับมือภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น"
-ฝนทิ้งช่วงวิกฤติแน่
ด้านนายเจริญสุข วรพรรณโสภาค รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ ดอกกราย หนองปลาไหล และคลองใหญ่ ได้ลดระดับลงเรื่อยๆ อย่างน่าเป็นห่วง เห็นได้จากปริมาณน้ำในอ่างเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา เคยอยู่ในระดับ 142.45 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมาลดลงอยู่ที่ 139.47 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นผลมาจากกรมชลประทานได้จัดสรรการปล่อยน้ำให้กับภาคเกษตร การประปาระยอง และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) ส่วนหนึ่ง และส่งให้ลูกค้าอีสท์ วอเตอร์วันละ 790,000 ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างยังถือว่าน้อยอยู่
ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำที่มีอยู่ต่ำกว่า 140 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าปริมาณน้ำที่จะลดลงต่อไปอีก ซึ่งขณะนี้ได้มีการนำข้อมูลการเกิดวิกฤติน้ำช่วงปี 2548 มาจำลองเหตุการณ์ โดยขณะนั้นช่วงวิกฤติสุดปริมาณน้ำก้นอ่างทั้ง 3 แห่ง รวมกันอยู่ที่ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ซึ่งหากประเมินสถานการณ์เลวร้ายสุดของปีนี้หากฝนทิ้งช่วงอีก จะทำให้ปริมาณน้ำเหลือประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร ประมาณช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2555 และหากปริมาณฝนเข้ามาน้อยในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะทำให้สถานการณ์ใช้น้ำมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่มีอยู่จะไม่เพียงพอใช้ในปีหน้า
-ตั้งวอร์รูมงัดแผนสำรอง
อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำแผนรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทางอีสท์ วอเตอร์ ได้มีการประชุมร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการน้ำเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว เพราะวันนี้เป็นสัญญาณแล้วว่าเข้าสู่ปีแล้งแน่นอน ทำให้ต้องเตรียมการตั้งแต่ต้น หากเกิดภัยแล้งจริงจะเตรียมแผนรับมือไม่ทัน ซึ่งเวลานี้ได้ร่วมกับทางกรมชลประทานทำการผันน้ำจากประแสร์เข้ามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้เต็มที่ เพราะท่อเกิดการรั่วไหลจะต้องจัดซ่อม อีกทั้งได้มีการลดปริมาณการส่งน้ำจากระยองไปชลบุรีแล้วเหลือเพียง 150,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากปกติ 200,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยขอให้มีการใช้น้ำจากอ่างบางพระ และหนองค้อให้เต็มที่ก่อน หากไม่พอถึงจะจัดส่งให้เพิ่มเติมไปบางส่วน
ประกอบกับได้เตรียมความพร้อมในการสูบน้ำจากแม่น้ำระยองอีกวันละ 70,000 ลูกบาศก์เมตร ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2555 เนื่องจากต้องรอคุณภาพน้ำที่ลูกค้ารับได้ก่อน เพราะเวลานี้ยังมีความขุ่นและความเค็มอยู่ ซึ่งหากสถานการณ์ช่วงเดือนกรกฎาคมไม่ดีขึ้น ในที่ประชุมของศูนย์ปฏิบัติการน้ำ ก็ได้มีการเตรียมแผนรองรับไว้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลว่าหน่วยงานใดมีเครื่องผลิตน้ำจืดจากทะเล หรือเครื่องกรองน้ำระบบอาร์โอหรือไม่ และจะตั้งอยู่บริเวณใด รวมถึงการจัดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาเสริม โดยใช้เรือขนน้ำ ซึ่งได้มีการสอบถามแต่ละหน่วยงานไปแล้วว่าจะสามารถจัดหาเรือขนน้ำได้สักกี่ลำ ในปริมาณเท่าใด เป็นต้น
-กนอ.ผุดโครงการรับมือได้
ดร.วีรพงษ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ในอีสเทิร์น ซีบอร์ดขณะนี้จัดว่าอยู่ในระดับเฝ้าระวัง หากฝนแล้งไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามเป้าหมายใน 1-2 เดือนนี้ จะต้องพิจารณาหามาตรการรับมือภัยแล้งต่อไป โดยจะต้องวางระบบการจัดหาแหล่งน้ำ เช่น การหาแหล่งน้ำในบริเวณใกล้เคียงมาสำรองใช้ การนำน้ำที่เหลือจากกระบวนการผลิตในโรงงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งโรงงานแต่ละแห่งจะมีการจัดทำแผนจัดหาน้ำสำรองด้วย
นอกจากนี้ กนอ. เตรียมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในระยะยาว 2 โครงการ ได้แก่ 1.การสร้างอ่างเก็บน้ำภายใต้โครงการสวนพฤกษศาสตร์ทางตอนเหนือของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบรายละเอียดทั้งเรื่องความจุของอ่างเก็บน้ำ งบประมาณ และระยะเวลาก่อสร้าง 2.ศึกษาและจัดทำแผนระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นแผนรับมือภัยแล้งแผนสุดท้ายหากสถานการณ์วิกฤติ โดยทั้ง 2 โครงการจะเป็นแผนรับมือสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2555 และนำเสนอโครงการผ่านกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อของบประมาณต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถานการณ์น้ำในปี 2555 นี้จะไม่ขาดแคลนน้ำจนถึงขั้นวิกฤติ แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง และเตรียมการรับมือภัยแล้งในปี 2556 ต่อไป
-ปตท.ยังมั่นใจเอาอยู่
นายบวร วงศ์สินอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า เวลานี้กลุ่มผู้ประกอบการตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นกับอีสเทิร์น ซีบอร์ดแล้ว ซึ่งมีกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีค่อนข้างมากนั้น ได้มีตัวแทนเข้าไปอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการน้ำ ที่คอยเฝ้าระวังสถานการณ์การใช้น้ำอยู่แล้ว ซึ่งจากการประชุมหารือเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายยังยืนยันว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ยังสามารถรับมือได้
ขณะเดียวกันทางศูนย์ปฏิบัติการน้ำ ก็มีแผนและมาตรการรองรับอยู่แล้ว หากเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำขึ้นมาจริงๆ ซึ่งมองว่าเหตุการณ์จะไม่เหมือนปี 2548 เพราะได้มีบทเรียนและมีการวางแผนรับมือตั้งแต่ต้น ทำให้ผู้ประกอบการมีความอุ่นใจและเชื่อมั่นว่าปีนี้ไม่น่าจะมีปัญหา
-ภาคเกษตรบ่นภัยแล้งถึงตัว
นายไพฑูรย์ ปฏิบัติ อดีตเลขาธิการสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า หลังจากปี 2548 พื้นที่ภาคตะวันออกเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งอย่างหนัก ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นชาวสวนผลไม้หันไปปลูกยางพารา แทนเงาะ ทุเรียน มังคุด มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งน้ำจากฝน ขณะที่ราคายางแผ่นดิบก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจกิโลกรัมละ100-108 บาท เมื่อเทียบกับสวนผลไม้ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากแต่ราคาตกต่ำ ซึ่งในปีนี้ แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่วิกฤติแบบปี 2548 แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าจะแล้งมาก เมื่อความชื้นสัมผัสในอากาศต่ำ ก็จะทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดปริมาณลงเร็วขึ้น
สอดคล้องกับที่นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ และประธานกรรมการ บริษัท ฉวีวรรณ กรุ๊ปฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้มีบทเรียนจากอดีตในการขาดแคลนน้ำ ทำให้หาแหล่งน้ำเป็นของตัวเองโดยทำบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ แต่ปัญหาอยู่ที่เวลานี้เกษตรกรรายเล็กที่เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู 20,000-30,000 ตัว ไม่มีงบลงทุนในการบริหารจัดการน้ำไว้ใช้เอง ก็จะได้รับผลกระทบ โดยล่าสุดมีผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ฝนไม่ตก เริ่มมาขอพักการเลี้ยงไก่กับบริษัทที่เป็นคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งหรือคู่สัญญาโดยให้เหตุผลว่าแล้งจัด น้ำขาด ขอพักการเลี้ยงไก่ไปก่อนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ถ้ามีฝนมีน้ำเพียงพอก็จะกลับมาเลี้ยงไก่ต่อ ซึ่งคู่สัญญาก็เข้าใจ ดีกว่าเสี่ยงต่อการขาดทุน ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยองจะมีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพปศุสัตว์ เช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูมากกว่า 1,000 ราย ที่จะต้องใช้น้ำจำนวนมาก
นายบุญสม ยุติธรรมภิญโญ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานชลบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในภาคตะวันออก มีอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 8 อ่าง เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำปี 2548 ด้วย หลังจากนั้น ก็มีการพัฒนาระบบเชื่อมโยงน้ำดีขึ้นโดยมีระบบท่อส่งน้ำท้ายอ่างเชื่อมถึงกันทั้ง 8 อ่าง ทำให้สามารถจ่ายน้ำแทนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าที่พัทยาน้ำแห้งก็สามารถดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อกับบางพระไปช่วยได้
ล่าสุดปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำทั้งหมดมีอยู่ที่ 122 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64%ของความจุอ่างถ้าเทียบกับปี 2554 ที่มีอยู่ 121 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ถ้าเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ยยังอยู่ในระดับค่อนข้างดี เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วมีฝนตกมาก จึงเก็บน้ำไว้ได้เต็มทุกอ่างและยังไม่มีการพร่องน้ำหรือระบายทิ้ง เพื่อเป็นการรองรับภัยแล้งปี 2555 นี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้มีพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานก็เริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้วแต่ยังรับมือได้ เช่น ที่อ.เกาะสีชัง และที่อ.เกาะจันทร์ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,737 6-9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



