แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในไตรมาสแรกของปี 2555 ว่า มีมูลค่าทั้งสิ้น 3,351.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวลดลง 5.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีผลจากหลายปัจจัย โดยในส่วนของตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นสองตลาดหลักยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการบริโภคสินค้าอัญมณีฯที่ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย มีผลให้คู่ค้าลดการนำเข้า
สำหรับตลาดอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของไทยในกลุ่มอียูที่การส่งออกลดลงในไตรมาสแรก ของปีนี้ ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ขยายตัวลดลง 18% สหราชอาณาจักรลดลง 22% อิตาลีลดลง 12% เดนมาร์กลดลง 53% ส่วนตลาดสหรัฐอเมริกาขยายตัวลดลง 8% ญี่ปุ่นลดลง 12% และอินเดียลดลง 9%
"ตลาดอียูและสหรัฐฯเป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจ เห็นได้จากเดนมาร์กที่นำเข้าสินค้าในกลุ่มเครื่องประดับทำด้วยเงินจากไทยเป็นส่วนใหญ่ ยอดลดลงถึง 53% ทำให้ยอดผลิตของโรงงานเดนมาร์กในไทยต้องลดกำลังผลิตลงอย่างมาก ส่วนตลาดสหรัฐฯที่นำเข้าในกลุ่มเครื่องประดับทำด้วยทอง และเครื่องประดับทำด้วยเงินจากเราเป็นส่วนใหญ่ยอดนำเข้าสินค้าในสองกลุ่มนี้ก็ลดลง 26 %และ 7% ตามลำดับ และตลาดอินเดียที่ลดลงมีส่วนสำคัญจากรัฐบาลอินเดียได้สั่งเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องประดับทำด้วยทองนำเข้า 5% จากเดิมไม่เก็บ ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น
ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นตลาดส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป หรือทองคำแท่งที่สำคัญของไทยยอดก็ลดลงถึง 18% เป็นผลจากราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับเพียง 1,650 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จากที่ราคาเคยสูงสุดระดับ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554" แหล่งข่าวกล่าวและว่า
ราคาทองคำในตลาดโลกในปีนี้มองว่าอยู่ในช่วงขาลง และโอกาสที่จะไต่ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์เหมือนในอดีตคงเป็นเรื่องที่ยาก (จากในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์คนได้แห่เก็งกำไรทองทำให้ราคาพุ่งสูง) เพราะในเวลานี้เงินทุน หรือกองทุนต่างๆ ได้หันมาเก็งกำไรในตลาดทุน(ตลาดหุ้น) และตลาดพันธบัตรมากขึ้น ส่งผลราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากต้นปี 2555 เฉลี่ยที่ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ล่าสุดเฉลี่ยที่ 1,650 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ อย่างไรก็ดีสถานการณ์การนำเข้าทองคำจากต่างประเทศของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ยังมีการนำเข้ามาเป็นจำนวนมากคิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เพราะหลายคนยังเชื่อว่าราคาทองคำจะขยับขึ้น แต่ส่วนตัวมองช่วงราคาสูงสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว
สำหรับแนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในไตรมาสที่ 2 ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วงโดยต้องรอดูผลเดือนต่อเดือน จะทำให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นในเดือนที่เหลือของปีนี้ ทั้งนี้ในปี 2555 ทางสมาคมได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในรูปดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ในอัตรา 5-10% ซึ่งยังต้องลุ้นว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะนอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ล่าสุดการส่งออกสหรัฐฯมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มจากกรณีที่สหรัฐฯอยู่ระหว่างพิจารณาสินค้าเครื่องประดับทำด้วยเงินจากประเทศไทยที่ส่งออกเกินเพดานที่กำหนดมาหลายปีว่าจะยังให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ต่อหรือไม่จะทราบผลในเดือนมิถุนายนศกนี้ รวมถึงกรณีที่มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) 7% สำหรับวัตถุดิบอัญมณีนำเข้าของกรมสรรพากรได้หมดอายุลงเมื่อ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการต่ออายุ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้วัตถุดิบในการผลิตเริ่มลดลง
"จากแนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่สดใสทางสมาคมจะได้มุ่งเน้นการนำคณะผู้ประกอบการไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีฯในต่างประเทศรวมถึงไปนำเสนอขายสินค้าถึงที่กับผู้ซื้อโดยตรงในลักษณะฮาร์ดเซลส์ โดยเน้น4 ตลาดใหญ่ได้แก่ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และรัสเซีย"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,737 6-9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



