นายพอล สตีเฟนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประจำแอคคอร์ประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันแอคคอร์รับบริหารโรงแรมในไทยทั้งสิ้นราว 52 แห่ง จำนวน 11,903 ห้อง และขณะนี้มีแผนเปิดให้บริการเพิ่มเติมอีกราว 8 แห่ง ได้แก่ พูลแมน ภูเก็ต อะคราเดีย, โนโวเทล กมลา เบย์ ภูเก็ต, เมอร์เคียว ชะอำ, เมอร์เคียว กรุงเทพฯ สยาม, เมอร์เคียว กรุงเทพฯ มักกะสัน, ไอบิส กรุงเทพฯ สยาม, ไอบิส ศรีราชา และไอบิส กระบี่ (ตารางประกอบ) รวมถึงยังอยู่ระหว่างการหารืออีกหลายแห่ง
"เกณฑ์ในการคัดเลือกนั้นก่อนที่จะร่วมมือกับรายใด จะต้องดูว่าสามารถทำธุรกิจด้วยกันได้หรือไม่ ทั้งสถานที่ ตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรม หากไม่เอื้อกับแบรนด์ของแอคคอร์ก็อาจจะไม่รับบริหาร ซึ่งก่อนที่จะร่วมมือกันต้องหารือกันว่าผู้ลงทุนเข้าใจแอคคอร์ และแอคคอร์เข้าใจผู้ลงทุนหรือไม่ โดยแอคคอร์ตั้งเป้าหมายว่าจะมีดีลรับบริหารโรงแรมปีละราว 8-12 แห่ง และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนนี้โรงแรมต่างๆมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่โรตารี่สากลในเดือนพฤษภาคมนี้"
สำหรับทิศทางการขยายตัวของธุรกิจโรงแรมในไทย ระดับลักชัวรีน่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว แต่โรงแรมระดับมิดสเกลและชั้นประหยัดหรืออีโคโนมีจะมีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่แอคคอร์ก็มุ่งการรับบริหารกระจายในทุกแบรนด์ ไม่ได้โฟกัสแบรนด์ใดเป็นพิเศษขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งและจังหวะต่างๆ แต่การขยายแบรนด์เมอร์เคียวจะสามารถทำได้มากกว่า เพราะยืดหยุ่นได้สูง สามารถปรับหรือตกแต่งให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ท้องถิ่น และสถานที่นั้นๆ ได้ ไม่มีกรอบที่ตายตัว
นายสตีเฟนส์ กล่าวอีกว่านอกจากนี้ ในด้านการตลาดจะมุ่งเน้นการทำไดเร็กต์เซลส์มากขึ้น ทั้งมีแผนจะรีแบรนด์บัตรสมาชิก แอคคอร์ แอดเวนเทจ พลัส ซึ่งเป็นบัตรที่จ่ายรายปีและได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ และบัตรเอ คลับ ซึ่งเป็นบัตรสะสมคะแนนเมื่อมาพักในโรงแรมของแอคคอร์ โดยมีแผนรีแบรนด์ทั้งสองบัตรรวมเป็นบัตรเดียวในชื่อ "เลอ คลับ บาย แอคคอร์ โฮเท็ล" (Le Club by Accor Hotels) โดยเป็นบัตรที่จะรวมสิทธิประโยชน์ต่างๆ และการสะสมคะแนนรวมกัน ประกอบกับในทุกๆ 2-3 เดือนจะมีการอบรมเพื่ออัพเดตความรู้ตลาด โดยเมื่อก่อนอาจจะมีการทำอี-คอมเมิร์ซ e-commerce แต่ขณะนี้ต้องหันมาศึกษา m-commerce หรือการทำการตลาดบนช่องทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อตามกระแสให้ทัน ทั้งยังต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น
"รวมถึงยังจะปรับการบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยขณะนี้กำลังวางแนวทางการทำมาตรฐานให้รองรับลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย เช่น การจัดทำข้อมูลภาษาจีนและรัสเซียในห้องพัก ซึ่งจะเป็นการปรับการบริการให้เข้ากับกลุ่มตลาดที่เปลี่ยนไป ซึ่งเริ่มเปลี่ยนจากลูกค้าฝั่งยุโรปตะวันตก เป็นกลุ่มยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย จำนวนมาก โดยสัดส่วนในภาพรวมของลูกค้าแอคคอร์จะเป็นยุโรปราว 40% และเอเชียราว 60% และขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทางด้วย เช่น ตลาดเยอรมนีจะไปเที่ยวภูเก็ตน้อยลง แต่จะไปกระบี่และเขาหลักเพิ่มมากขึ้น"
ขณะที่การที่มีลูกค้าจากตลาดรัสเซียเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากนักท่องเที่ยวรัสเซียนิยมเดินทางท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยว และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะเดินทางตามแพ็กเกจที่บริษัทนำเที่ยวเป็นผู้จัดขึ้น ทั้งมาตามเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลต์ รวมถึงแพ็กเกจทัวร์ที่นิยมไปคือชายทะเล เช่น พัทยา และภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งการปรับปรุงและขยายสนามบินในกระบี่และภูเก็ต ทำให้ชาร์เตอร์ไฟลต์จากรัสเซียมาได้สะดวกขึ้น ซึ่งตลาดนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีแนวโน้มที่จะตกลง
ในส่วนที่แอคคอร์ได้ร่วมมือกับจีซีพี ฮอลพิทาลิตี้ (บริษัทรับบริหารโรงแรมภายใต้ชื่อ "โฮเท็ล จี") ทำข้อตกลงแบบเฟรนไชส์หรือแฟรนไชส์ อะกรีเมนต์กับแอคคอร์ โดยเจ้าของโรงแรมพูลแมน พัทยา ไอศวรรย์ ได้เข้าซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์โรงแรมโซฟิเทล สีลม และให้จีซีพี เป็นผู้บริหารโรงแรม และได้ทำข้อตกลงดังกล่าวกับแอคคอร์ทำการรีแบรนด์โรงแรมพูลแมน พัทยา ไอศวรรย์ เป็นพูลแมน พัทยา จี และโรงแรมโซฟิเทล สีลม เป็นพูลแมน กรุงเทพฯ จี นั้น แอคคอร์ไม่ค่อยทำข้อตกลงในลักษณะนี้บ่อยนัก แต่เห็นว่ามีการทำงานร่วมกันมานาน จึงให้ใช้แบรนด์ของแอคคอร์ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,737 6-9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555



