แหล่งข่าวระดับสูงจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า อยู่ระหว่างการเร่งผลักดันให้การรถไฟฯติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีแทนการใช้น้ำมันดีเซลในการขับเคลื่อนหัวรถจักรตามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทดสอบมานานกว่า 2 ปีแล้วในเส้นทางสายตะวันออก ช่วงลาดกระบัง-แหลมฉบัง แต่กลับถูกบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เบรกเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ช่วยประหยัดรายจ่ายได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท
"ได้เสนอผ่านนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯให้นำเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)การรถไฟฯในครั้งต่อไปแล้ว โดยตัวเลขการประหยัดดังกล่าวนั้นหากนำรถไปขนส่งผู้โดยสารประมาณ 5 เดือนถึงจะทำรายได้ 1,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงมองเห็นได้ชัดถึงความคุ้มค่าอีกทั้งยังสอดรับกับยุคปัจจุบันที่ต้องหันมาใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงานในภาคการขนส่งให้มากขึ้น โดยจะทยอยดำเนินการตามกรอบงบประมาณที่ได้รับซึ่งต้องได้รับการผลักดันจากผู้บริหาร กระทรวงคมนาคมและรัฐบาลอย่างต่อเนื่องต่อไป"
นายประจักษ์ มโนธัม รองผู้ว่าการร.ฟ.ท.กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อยากวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดให้รอบคอบไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแอลพีจีหรือเอ็นจีวี เพราะต้องการให้ปรับระบบมาเป็นการใช้ระบบไฟฟ้าน่าจะปลอดภัยมากกว่าระบบก๊าซ ที่มีถังมหึมาที่อาจทำให้ผู้โดยสารมองว่าจะไม่ปลอดภัย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ ประการสำคัญช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการทดสอบระบบก๊าซแอลพีจีแล้วปรากฏว่า ไม่คุ้มค่าจึงได้ยกเลิกไปในที่สุด
"ทราบว่ามีความพยายามผลักดันมาโดยตลอด แน่นอนว่าลงทุนสูง อีกทั้งยังไม่มีจุดเดิมก๊าซ จึงต้องสร้างเพิ่มใหม่ใช้งบอีกจำนวนไม่น้อย สิ่งสำคัญเครื่องยนต์ปัจจุบันคงไม่รองรับได้แน่ การใช้งานน่าจะสิ้นเปลืองมากกว่า และยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักที่จะเกิดอันตรายได้ง่ายกว่าระบบไฟฟ้า นอกจากนั้นปริมาณก๊าซในประเทศไทยสามารถรองรับได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับระบบไฟฟ้าที่มีความพร้อมให้บริการมากกว่าอยู่แล้วในปัจจุบัน"
แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการ(บอร์ด)การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ล่าสุดกระบวนการสรรหาผู้ว่าการการรถไฟฯคนใหม่แทนนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯคนปัจจุบันที่จะครบวาระในเดือนกรกฎาคมศกนี้ อยู่ระหว่างการเลือกประธานคณะกรรมการเพื่อตั้งคณะกรรมการไปกำหนดทีโออาร์ต่อไป โดยในส่วนของประธานมีตัวเต็ง 2 ราย คือ พล.ต.ต.สันติ วิจักรขณา หัวหน้าคณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม(พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก) และนายประเทือง ช่างสลัก ประธานคณะอนุกรรมการชุดบริหารความเสี่ยงการรถไฟฯ และคณะกรรมการการรถไฟฯชุดปัจจุบัน
"ขณะนี้คาดว่าผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่าการร.ฟ.ท.คนใหม่ ตัวเต็งมีอยู่ 2 รองผู้ว่าการ คือ นายภากรณ์ ตั้งเจตสกาว คือนายกมล ตั้งกิจเจริญชัย รองผู้ว่าการกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 2 ซึ่งยังฟอร์มดูสูสีกันทั้งคู่ ส่วนรายอื่นๆพบว่ามีคดีความและถูกชี้มูลความผิดหลายคดี จึงอาจขาดคุณสมบัติดังกล่าว โดยต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ การนำเสนอแผนการบริหารจัดการให้คณะกรรมการพิจารณา แต่เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิดดังนั้นเมื่อผ่านพ้นเดือนกรกฎาคมไปแล้ว แต่ยังสรรหาไม่ได้ ก็สามารถแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนได้จนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้นและได้ตัวผู้ว่าการร.ฟ.ท.คนใหม่เรียบร้อยแล้ว"
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ในฐานะประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังรอลุ้นคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาปลดล็อกกรณีให้การรถไฟฯรับอัตราเพิ่มได้ เนื่องจากต้องการพัฒนานักเรียนของโรงเรียนวิศวกรรมการรถไฟฯให้สามารถบรรจุเข้าทำงานในองค์กรการรถไฟฯเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรที่ปัจจุบันเริ่มขาดแคลนในบางแผนกที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในระดับต่าง ๆ ให้สามารถทดแทนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนายประเทือง ช่างสลัก กรรมการการรถไฟฯ กล่าวว่า ล่าสุดเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดเพื่อพิจารณาเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัยรถไฟในการผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รูปแบบหลักสูตร 5 ปีที่ครบวงจรจริงๆ ทั้งด้านวิศวกรรมรถไฟ หลักสูตรนักบริหารระดับต่างๆ หลักสูตรด้านระบบ-เทคนิค หรือหลักสูตรอาณาบาล เพื่อปั้นบุคลากรป้อนการรถไฟฯให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น
"อาจารย์ที่มาสอนจะมาจากภายนอกและภายใน มีทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาถ่ายทอดความรู้ให้บุคลากรการรถไฟฯเพื่อที่จะได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน และการบริหารจัดการให้สามารถพัฒนาศักยภาพของแต่ละคนให้พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้บริหารที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่นี้ไปการรถไฟฯก็น่าจะเป็นองค์กรที่มีความก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนสถานที่คาดว่าจะใช้โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟเดิมย่านกิโลเมตรที่ 11 พหลโยธินเป็นสถานที่ดำเนินการต่อไป"
นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯ กล่าวว่า ปัจจุบันได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ผลิตบุคลากรป้อนให้กับการรถไฟฯในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพื่อต้องการยกระดับคุณภาพบุคลากร นอกจากนั้นยังเร่งผลักดันให้มีการก่อตั้งสถาบันพัฒนาระบบรางซึ่งเป็นแนวคิดของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมและในฐานะช่วยราชการปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันเพื่อต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาระบบรางให้กับบุคลากรของการรถไฟฯและบุคลากรของประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยอาจจัดตั้งขึ้นที่จังหวัดหนองคายหรือสถานที่อื่น ๆ ต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,721 11-14 มีนาคม พ.ศ. 2555



